ดึงและดันอย่างไรจึงปลอดภัย

     การเคลื่อนย้ายวัตถุด้วยการดึงและดันมีความจำเป็นมากขึ้นในปัจจุบัน เนื่องจากมีการใช้อุปกรณ์ช่วย ในการทำงานมากขึ้นแทนการแบกหรือหามด้วยแรงคน เช่น การดึงหรือดันรถเข็นของ การดึงและดันระหว่างการทำงานอาจทำให้เกิดบาดเจ็บได้ เช่น ปวดหลัง หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน ปวดกล้ามเนื้อแขนและลำตัว หรือการบาดเจ็บจากการลื่นล้ม ซึ่งพบว่าเคยมีรายงานการเสียชีวิตจากการลื่นล้มจนศีรษะฟาดพื้นเนื่องจากการ ดึงและดันวัตถุมาแล้ว

     ในฉบับนี้ผู้เขียนจึงขอเสนอวิธีการป้องกันการ บาดเจ็บจาก ดึง และ ดัน เริ่มต้นจากการอธิบายถึงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ และตามด้วยวิธีการลดปัจจัยเสี่ยงนั้น ซึ่งจะเป็นการป้องกันอาการบาดเจ็บจากการดึงและดันในผู้ที่ทำงาน

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บจากการดึงและดัน
     การออกแรงดึงและดันที่เกินกำลังจะทำให้ต้องใช้แรงกล้ามเนื้อทั้งแขน ขา และลำตัวอย่างมาก ทั้งนี้จะขึ้นกับ ๔ ปัจจัย คือ น้ำหนักของวัตถุ ความฝืดของการหมุนล้อรถเข็น ความฝืดระหว่างยางล้อรถเข็นพื้นที่ทำงาน และความฝืดระหว่างพื้นรองเท้าพื้นที่ทำงาน ยกตัวอย่างเช่น การสวมรองเท้าที่มีพื้นลื่น เข็นรถที่ล้อฝืด ตัวยางล้อสึก และบรรทุกของหนัก ผู้เข็นหรือ ดันรถต้องใช้แรงอย่างมาก ปัจจัยในเรื่องความฝืดของพื้นนั้น จะมีความสัมพันธ์กับการลื่นล้ม ซึ่งจะขอกล่าวในฉบับต่อๆ ไป

     ระยะทางและความถี่ในการดึงและดันวัตถุ จะ มีผลทำให้เกิดความเมื่อยล้าได้ ทั้งที่แขนและลำตัว ยิ่งต้องดันหรือดึงเป็นระยะทางยาว และต้องดันและดึง บ่อยๆ จะมีโอกาสทำให้เกิดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ ที่ใช้งานได้ ความสูงของตำแหน่งที่ทำการดึงและดัน ความสูงของมือจับมีผลเกี่ยวกับความ สามารถในการดึงและ ดัน ถ้ามือจับที่ต่ำจะทำให้แรงดึงและดันสูงขึ้น เพราะสามารถใช้น้ำหนักตัวช่วยได้ดีขึ้น แต่ผู้ทำงานต้องก้มหลัง เพื่อทำการดัน และต้องใช้กล้ามเนื้อหลังมากในการดึง

     ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ วิธีการดึงและดันของผู้ทำงาน ซึ่งได้แก่ การดึงและดันขณะบิดหรือเอียงลำตัว ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายต่อหลังได้ เนื่อง จากหมอนรองกระดูกสันหลังจะมีความแข็งแรงลดลง เพราะถูกกระทำจากแรงหลายทิศ นอกจากนี้วิธีการดันแบบข้อศอกเหยียดตรง พบว่าจะทำให้มีแรงกดที่ข้อต่อมากเกินไป ทำให้ข้อศอกได้รับบาดเจ็บได้ แม้ว่าการดึงและดันแบบเท้าคู่ (เท้าทั้งสองข้างอยู่ในระดับเดียวกัน ถ้ามองจากด้านข้าง) จะทำให้ได้แรงมากขึ้น เพราะได้แรงดันจากขาทั้งสองข้างช่วยกัน แต่การดึงและดันแบบนี้มีความเสี่ยงต่อการล้ม เพราะจุด ศูนย์ถ่วงของร่างกายจะออกนอกขาทั้งสองขณะที่วัตถุเริ่มเคลื่อน ถ้าผู้ทำงานไม่ได้ระวังตัวก้าวตามการเคลื่อนที่ของวัตถุ จะล้มฟาดกับพื้นหรือรถเข็นในขณะดันวัตถุ หรือหงายหลังล้มกระแทกพื้นขณะดึงได้

     การเคลื่อนย้ายวัตถุด้วยการดึงนั้นมีข้อด้อยกว่า การดัน ในการดึงจะต้องใช้กล้ามเนื้อหลังมากกว่า ยิ่งถ้าดึงวัตถุจากระดับที่ต่ำ เช่น ใต้ระดับหัวเข่าลงไป จะต้องใช้แรงกล้ามเนื้อหลังมาก ใกล้เคียงกับการยกวัตถุนั้นขึ้นในแนวดิ่ง ก่อให้เกิดการบาดเจ็บที่หลังได้

     ปัจจัยเสี่ยงอีกประการหนึ่งที่อาจนึกไม่ถึงคือ วิสัยการมองเห็นผู้ทำงาน ถ้าดึงและดันแบบมองไม่เห็นด้านหน้าเพราะวัตถุหรือรถเข็นที่สูงเกินจนบัง วิสัยการมอง รถเข็นอาจตกทาง หรืออาจเข็นวัตถุไปชนผู้อื่นให้ได้รับบาดเจ็บได้

จะลดปัจจัยเสี่ยงได้อย่างไร
ปรับปรุงสภาพการทำงาน
     เป็นวิธีป้องกันการบาดเจ็บได้ดีที่สุด เช่น การปรับปรุงจากการเคลื่อนย้ายของหนักด้วยแรงคน มาเป็นการใช้รถเข็นแทน ดังตัวอย่างในรูปประกอบ การเปลี่ยนมาใช้เข็นแทนที่จะเคลื่อนย้ายถังด้วยการหมุน
     ซึ่งทั้งหนักและต้องบิดลำตัวในขณะเคลื่อนย้าย เช่นเดียวกับการยก น้ำหนักของวัตถุจะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุด ไม่ว่าจะดึงหรือดันในท่าทางใด หรืออุปกรณ์ที่ใช้มีความเหมาะสมที่สุดแล้ว ถ้าผู้ทำงาน ต้องออกแรงดึงและดันเกินกำลังของตัวเอง ย่อมทำให้เกิดอาการบาดเจ็บได้บำรุงรักษารถเข็นที่ใช้อยู่โดยการหยอดน้ำมันหรือจารบีที่ล้อรถเข็น สำรวจรอยแตกของล้อที่จะอาจทำให้ความฝืดระหว่างล้อกับพื้นเพิ่มขึ้น เติมลมยางของล้อให้เหมาะสมในกรณีที่รถเข็นเป็นลมยางให้แข็งพอดี

     สำรวจพื้นบริเวณที่จะทำการเข็นรถผ่านว่ามีหลุม หรืออุปสรรคกีดขวางการหมุนของล้อรถเข็นหรือไม่ เช่น สายไฟที่พาดวางอยู่บนพื้น ในกรณีเช่นนี้ จะเข็นรถผ่านได้ยากมากเพราะจะต้องยกล้อให้พ้นสายไฟ ต้องออกแรงกดหรือยกล้อให้ผ่านไปได้ ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการยกวัตถุนั้น ทำความสะอาดพื้นบริเวณที่จะดึงหรือดันวัตถุผ่านไม่ให้มีน้ำขัง หรือน้ำมันจับอยู่ ไม่ควรดึงหรือดัน วัตถุผ่านพื้นที่ยังไม่แห้ง ความฝืดของพื้นจะลดลงอย่างมากเพราะน้ำ โอกาสลื่นล้มจะมีสูงมาก ใส่รองเท้าที่มีพื้นฝืด หรือมีรอยหยักเพื่อให้เกาะจับกับพื้นอย่าลืมว่าแรงดันหรือดึงจะมากหรือน้อย นั้นจะขึ้นกับความฝืดระหว่างรองเท้ากับพื้น ถ้าพื้นลื่นจะทำให้แรงดึงหรือ ดันลดลงอย่างมาก และเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดการลื่นล้ม ปรับความสูงของมือจับของการดึงและดันให้อยู่ ที่ระดับเอวของผู้ทำงาน จะดึงและดันได้น้ำหนักมากและปลอดภัย

     ไม่ควรดันหรือดึงรถเข็นขึ้นหรือลงทางลาดที่ชันมาก ในกรณีนี้ต้องใช้แรงดึงและดันในแนวดิ่งเพิ่ม ซึ่งจะใกล้เคียงกับการยกวัตถุนั้นในแนวดิ่ง ถ้าน้ำหนักวัตถุหนักเป็นร้อยกิโลกรัม ผู้ทำงานอาจถูกรถเข็นไหลมาทับได้ หรือไม่สามารถดึงรถให้หยุดได้ขณะลงทางลาด ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อผู้อื่น      ในทางปฏิบัติแล้วทางลาดไม่ควรมีความชันเกิน 6 องศาไม่ควรซ้อนวัตถุสูงเกินไปจนบังการมองเห็นของผู้ทำงาน อาจเข็นรถเข็นไปชนผู้อื่นได้

     ดึงและดันให้ถูกวิธี ทดสอบแรงดึงและดันก่อน ถ้าไม่ไหว ให้คนอื่นช่วย อย่าดึงหรือดันพร้อมกับการบิดลำตัว โดยเฉพาะการดึงขณะที่วัตถุเริ่มเคลื่อนผู้ดึงจะต้องเอี้ยว ลำตัวมามองทาง อาจเป็นอันตรายต่อส่วนหลังได้

     ดึงและดันแบบก้าวเท้า อย่าใช้เท้าคู่ จะปลอดภัยจากการลื่นล้ม ขณะดึงและดันอย่าเหยียดศอกตรง ให้งอข้อศอกมากหรือน้อยตามแต่ถนัด เพื่อลดแรงกดที่ข้อศอก ถ้าเมื่อยล้าให้พักสักครู่ ถ้าเลือกได้ให้ใช้การดันซึ่งมีโอกาสบาดเจ็บน้อยกว่าการดึง

     ออกกำลังด้วยการแอ่นหลังบ่อยๆ ในขณะทำงาน โดยการเอามือทั้งสองข้างวางที่ด้านหลังของสะโพก พร้อมกับแอ่นตัวไปทางด้านหลังขณะยืน ค้างไว้ประมาณ 10 วินาที ช่วงเวลาว่างให้เดิน วิ่ง หรือ ว่ายน้ำ อย่างน้อย 15 นาที 3 ครั้งต่อสัปดาห์

     อย่าลืมว่าสามารถป้องกันการบาดเจ็บได้ง่ายๆ ด้วยการใช้การดันแทนการดึงถ้าของหนักใช้รถเข็น ช่วยดีกว่า บำรุงรักษาล้อรถเข็นไม่ให้ฝืด ขจัดสิ่งกีดขวางบนพื้น ป้องกันการลื่นล้มด้วยการใส่รองเท้าพื้นฝืด อย่าเข็นขึ้นหรือลงทางลาดที่ชันมาก อย่าดึงหรือดันเกินกำลัง อย่าบิดตัวขณะดึงหรือดัน ดึงและดันแบบก้าวเท้า ข้อศอกงอมือจับอยู่ระดับสะโพก ขณะดึงและดันต้องมองเห็นตลอด เหนื่อยล้าให้พักสักนิด เท่านี้ตัวท่านรวมทั้งผู้ร่วมงานจะปลอดจากการบาดเจ็บจากการดึงและดัน

ที่มา: http://www.doctor.or.th/node/3047

 

แบกของอย่างไรไม่ให้เจ็บ

แบกเป็นกิจกรรมที่ทำกันอยู่ทุกวัน
     แบกในที่นี้มาจากคำภาษาอังกฤษว่า carrying ซึ่งรวมถึง การเคลื่อนย้ายวัตถุในแนวราบด้วยการเดิน ไม่ว่าจะเป็นการถือวัตถุด้วยมือ หรือแบกด้วยบ่า คอ ไหล่ การหาบ ทูนวัตถุด้วยศีรษะ เป็นต้น
     การแบก สามารถก่อให้เกิดอุบัติเหตุขณะทำงานและเป็นสาเหตุให้เกิดการบาดเจ็บสะสมได้ เช่นเดียวกับการยก การดึงและดันวัตถุ แต่ที่สำคัญ การแบกมักเป็นกิจกรรมที่ต้องทำอยู่นานและใช้พลังงานมากทำให้เกิดความเมื่อย ล้าได้ ในทางอุตสาหกรรมใช้การแบกน้อยลง เนื่องจากมีการใช้ รถเข็น ล้อเลื่อนและรางเลื่อนมาช่วยเคลื่อนย้ายวัตถุมากขึ้น แต่ในทางเกษตรกรรมยังมีการแบกวัตถุกันอยู่มากเพราะสภาพพื้นที่ไม่อำนวยในการ ใช้รถเข็น เช่น การแบกกระสอบ แบกถุงปุ๋ย การหาบน้ำ
     ฉบับนี้ขอเสนอวิธีการป้องกันการบาดเจ็บจากการแบก และข้อดีข้อเสียของการแบกแต่ละชนิด เพื่อให้เป็นแนวคิดแก่ผู้ใช้แรงงานที่จะต้องแบกวัตถุบ่อยๆ

แบกไม่เหมือนยก
     แบกต่างจากยกตรงที่ว่าแบกเป็นการเคลื่อนย้ายวัตถุในแนวราบ ในขณะที่ยกเป็นการเคลื่อนย้ายวัตถุในแนวดิ่งต้านกับแรงโน้มถ่วงของโลก
การยกต้องใช้ความแข็งแรงอย่างมากในการเอาชนะแรงโน้มถ่วงของน้ำหนักนั้น และต้องอาศัยการทำงานที่ประสานกันของกล้ามเนื้อแขนขาและลำตัว ซึ่งจะทำให้เกิดแรงกดที่หมอนรองกระดูก- สันหลังได้มากกว่าการแบก เนื่องจากการยกมีการเคลื่อนไหวของหลังและกล้ามเนื้อหลังต้องทำงานหนักกว่า
     โดยทั่วไปแล้วคนทำงานสามารถแบกของได้หนักกว่ายก ยกตัวอย่างในคนแบกกระสอบข้าวสารสามารถแบกข้าวสารหนัก ๑๐๐ กิโลกรัมได้ แต่ไม่สามารถยกกระสอบข้าวใส่บ่าตัวเองได้ จะต้องมีคนช่วยยกใส่บ่าให้เนื่องจากการจะยกน้ำหนัก ๑๐๐ กิโลกรัมไม่ใช่เรื่องง่าย

การแบกวัตถุด้วยมือ
การแบกวัตถุด้วยมือ มี ๒ แบบคือ
     - การถือของ ด้านหน้าลำตัวด้วยมือทั้ง ๒ ข้าง การแบกแบบนี้มีข้อดีคือสามารถวางและปล่อยวัตถุได้ง่าย เหมาะสำหรับการแบกของหนักในระยะเวลาสั้นๆ ส่วนที่จะมีอาการล้าคือกล้ามเนื้อของแขนและมือที่ถือวัตถุนั้นอยู่ การถือของด้วยการงอข้อศอกจะทำให้ถือได้น้อยลงลงประมาณ ๒-๓ กิโลกรัม แต่ช่วยในแง่ของการเดิน เนื่องจากการงอศอกจะช่วยไม่ให้วัตถุไปกีดขวางการเคลื่อนไหวของขาขณะเดิน แต่อุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น คือการลื่น สะดุด ล้ม เนื่องจากมองไม่เห็นพื้น การ ขึ้น-ลงบันไดต้องทำด้วยความระมัดระวังมากเป็นพิเศษ
     - การหิ้ว เช่น การหิ้วกระเป๋า มีข้อดีเช่นเดียวกัน กับการถือของทางด้านหน้า เพราะสามารถวางและ ยกวัตถุได้ง่าย แต่ข้อเสียคือลำตัวจะเอียงไปทางด้านใดด้านหนึ่งและต้องใช้พลังงานอย่างมากใน การหดเกร็งแบบคงที่ของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการทรงตัว ดังนั้น ถ้าจะต้องเดินมากกว่า ๑๐๐ เมตรไม่ควรหิ้วของหนักเกิน ๕ กิโลกรัม

การแบกวัตถุด้วยบ่าและหลัง
     การแบกวัตถุด้วยบ่าและหลัง เช่น การแบกกระสอบข้าวสาร ถุงปูน การแบกแบบนี้จะสามารถแบก น้ำหนักได้มากที่สุด เพราะน้ำหนักของวัตถุจะตกผ่านลำตัวไปสู่พื้นโดยไม่ต้องใช้แรงของแขนในการถือ วัตถุนั้น

ข้อเสียของการแบกแบบนี้คือ
     ๑) ผู้แบกต้องทรงตัวให้ดี ยิ่งถ้าแบกขึ้นลงทาง ลาด เช่น บันได หรือทางเดินแคบ ผู้แบกจะเสียการทรงตัว ตกบันไดหรือล้มได้ง่าย
     ๒) ถ้าผู้แบกไม่มีความชำนาญ จะต้องใช้กล้ามเนื้อ หลังอย่างมากในการแบก อาจก่อให้เกิดการบาดเจ็บของ หลังได้ง่าย
     ๓) จะมีแรงกดอย่างมากบริเวณจุดที่รับน้ำหนัก เช่น คอหรือบ่า ทำให้การไหลเวียนเลือดบริเวณนั้นลดลง
     ๔) จะทำให้ข้อกระดูกสันหลังบริเวณคอและหลังผิดรูป หรือเสียความยืดหยุ่นไป ถ้าต้องทำงานแบกลักษณะนี้ไปนานๆ

การหาบ
     การหาบมีหลายชนิด การหาบของขายของแม่ค้า การหาบสินแร่ในงานเหมือง การแบกชนิดนี้มีข้อดีคือ แบกน้ำหนักได้มาก ผู้แบกสามารถยกวัตถุได้เอง และใช้ พลังงานน้อยกว่าการถือด้วยมือ อีกทั้งยังสามารถใช้มือช่วยป้องกันไม่ให้ล้มได้ขณะแบก
     แต่การหาบมีข้อ เสียคือ จะเสียการทรงตัวได้ง่ายถ้าไม่ชำนาญ มีแรงกดบนบ่าถ้าน้ำหนักมากเกินไป การหาบโดยใช้คอนของแม่ค้านับว่าเป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่น่าทึ่ง เนื่องจากไม้คานนั้นมีความยืดหยุ่น เคลื่อนไหวขึ้นลงขณะเดิน ทำให้แรงกดบนบ่าลดลงเป็นช่วงๆ

การสะพายด้วยเป้
     การสะพายโดยใช้เป้นับเป็นการแบกที่มีประสิทธิ-ภาพดีที่สุดเพราะใช้พลังงานน้อย ที่สุด เหมาะสำหรับการแบกของที่มีน้ำหนักมากถึงปานกลาง และต้องแบกเป็นระยะเวลานาน
     การบรรจุของลงในเป้ ควรให้ของหนักอยู่ใกล้เอว (ก้นเป้) มากที่สุด กระจายน้ำหนักไปทางด้านหน้าของเป้มากที่สุด และกระจายน้ำหนักทางด้านข้างให้เท่ากัน ทั้งนี้เพื่อให้ทรงตัวได้ง่าย และกล้ามเนื้อหลังทำงานน้อยที่สุด

     ข้อเสียของการแบกแบบนี้คือแรงกดของสายสะพายบนบ่า และหน้าอก การวางและยกเป้มาสะพาย ทำได้ยาก การระบายความร้อนของร่างกายทำได้ไม่ดี เนื่องจากการที่เป้แนบกับส่วนหลัง ถ้าของหนักมากจะต้องก้มหลัง ทำให้เสียบุคลิกและมีการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อและกระดูกสันหลังได้โดยเฉพาะใน นักเรียนที่สะพายเป้ทุกวัน ไม่ควรให้เป้หนักเกินร้อยละ ๑๐-๒๐ ของน้ำหนักตัว

การทูนของด้วยศีรษะ
     เป็นวิธีการแบกที่ใช้พลังงานค่อนข้างน้อย แต่ ผู้แบกต้องอาศัยความชำนาญอย่างมากในการทรงท่า การเคลื่อนไหวของตัวในทิศทางต่างๆ เช่น การหมุนตัว การเดินขึ้นลงทางลาดทำได้ยาก เพื่อลดแรงกดที่ศีรษะผู้แบกต้องหาวัสดุนิ่มมารองระหว่างศีรษะกับวัตถุ

๘ ปัจจัยที่ควรคำนึงถึงขณะแบก
     ๑. วิธีการแบกวัตถุ มีหลายแบบ ตั้งแต่ หิ้ว ถือ สะพาย ทูน หาบ แบกโดยใช้บ่า คอ หลัง และสะโพก การแบกแต่ละแบบจะใช้พลังงานและมีข้อดีข้อเสีย ต่างกัน
     ๒. การใช้พลังงาน การแบกจะเหมือนกับการเพิ่มน้ำหนักตัว ซึ่งจะทำให้ต้องใช้พลังงานมากขึ้นในการเคลื่อนที่ไปข้างหน้า
     ๓. น้ำหนักวัตถุ เป็นปัจจัยหลักที่มีผลถึงพลังงาน ที่ใช้ การบาดเจ็บที่อาจจะเกิดขึ้นจากการที่มีแรงกดไปที่หมอนรองกระดูกมากเกินไปและ การลื่นล้มเนื่องจากการเสียการทรงตัว
     ๔. ระยะห่างของวัตถุกับลำตัว ถ้าจุดศูนย์ถ่วงของวัตถุอยู่ห่างจากตัวทางด้านหน้า จะต้องใช้กล้ามเนื้อหลังมากในการดึงไม่ให้ตัวล้มไปข้างหน้า ในทางกลับกันถ้าแบกของไว้บนหลังจำเป็นต้องก้มเพื่อให้จุดศูนย์ถ่วงตกลง ระหว่างเท้าทั้ง ๒ ข้าง
     ๕. ระยะทางและความเร็วในการเดินแบก วัตถุ ระยะทางการแบกวัตถุที่ไกล มีความเร็วในการเดิน สูง จะใช้พลังงานเพิ่มขึ้น ปัจจัยนี้มีความสัมพันธ์กับ น้ำหนักของวัตถุ กล่าวคือถ้าวัตถุหนักมากระยะทางที่สามารถแบกได้และความเร็วในการเดินจะน้อยลง
     ๖. แรงกดระหว่างวัตถุกับร่างกาย เช่น การหาบของจะมีแรงกดที่บริเวณไม้คาน หรือการสะพายเป้ทางด้านหน้า จะขัดขวางการหายใจ
     ๗. การระบายความร้อน เช่น การสะพายเป้หลัง เป็นระยะเวลานานๆ จะขัดขวางการระบายความร้อนโดยผิวหนังบริเวณหลัง
     ๘. ที่จับหรือมือจับที่จับได้สะดวกและมั่นคง จะช่วยให้แบกน้ำหนักได้เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ ๑๐-๒๐

๘ ข้อแนะนำทั่วไปสำหรับการแบกวัตถุ
     - เลือกชนิดของการแบกให้เหมาะสมกับงาน เช่น การแบกกระสอบข้าวสาร ควรแบกด้วยบ่า เพราะสามารถจะวางกระสอบลงพื้นได้ง่าย
     - การเดินแบกวัตถุแม้ในทางราบจะใช้พลังงานมาก ถ้างานส่วนใหญ่เป็นการแบกหาม ต้องกินอาหารที่ให้พลังงานสูง ดื่มน้ำให้เพียงพอ และพยายามนอนในระหว่างช่วงพัก เพื่อช่วยลดแรงกดที่กระดูกสันหลัง และลดการล้าของกล้ามเนื้อ
     - ไม่ควรแบกของที่หนักเกินกำลัง ขณะนี้กระทรวงแรงงานได้ออกประกาศกฎกระทรวงว่าด้วยกำหนดอัตราน้ำหนักที่นาย จ้างให้ลูกจ้างทำงาน ยก แบก หาม หาบ ทูน ลาก หรือเข็นของหนักได้ไม่เกิน ๕๕ กิโลกรัมในชาย และ ๒๕ กิโลกรัมในหญิงไทย
     - ควรแบกวัตถุให้ชิดตัวมากที่สุดเพื่อที่จะใช้พลังงานน้อยที่สุดในการทรงตัว
     - ขณะแบก มือและขาควรเคลื่อนไหวได้สะดวก โดยเฉพาะการเดินไม่ควรให้วัตถุที่แบกขัดขวางการเดิน เช่นการแบกของไว้ด้านหน้าด้วยมือทั้ง ๒ ข้าง จะทำให้เดินไม่สะดวก
     - บริเวณที่มีแรงกดจากการแบกควรใช้วัสดุที่นิ่มรอง ยกตัวอย่างเช่น บริเวณคอหรือบ่าควรหาผ้าหรือวัสดุนิ่มมารอง เพื่อป้องกันการกดทับ - ในการแบกวัตถุในระยะทางไกลโดยเฉพาะการใช้เป้หลัง ควรมีการพักวางเป็นระยะๆ เพื่อให้แผ่นหลังได้ระบายความร้อน และเป็นการลดแรงกดบริเวณบ่า
     - การแบกกล่องควรมีที่จับข้างกล่องที่มั่นคง

     จะเห็นได้ว่าจะแบกวัตถุให้ปลอดภัย ต้องไม่ให้น้ำหนักวัตถุมากเกินไป ควรเลือกวิธีการแบกที่เหมาะสม แบกให้ชิดลำตัวมากที่สุด ของที่แบกไม่ควรขัดขวางการใช้มือหรือการเดิน ระวังพื้นลื่น ทางลาดและบันได เนื่องจากขณะแบกจะทรงตัวได้ไม่ดี ผู้ใช้แรงงานที่ทำงานแบกหามทั้งวัน ควรต้องกินอาหารที่ให้พลังงาน และดื่มน้ำให้เพียงพอ เพียงเท่า นี้ตัวท่านจะปลอดภัยจากการบาดเจ็บจากการแบก

ที่มา: http://www.doctor.or.th/node/1917

ปวดกล้ามเนื้อ

ปวดกล้ามเนื้อป้องกันได้ด้วยการยืดเหยียด

     อาการปวด เมื่อยล้าของกล้ามเนื้อมักพบได้บ่อยทั้งในคนทำงานนั่งโต๊ะและผู้ใช้แรงงาน ถ้าไม่ได้จัดการกับอาการปวดเมื่อยและล้ากล้ามเนื้ออย่างเหมาะสม อาการอาจมากขึ้นจนกลายเป็นอาการปวดเรื้อรังของกล้ามเนื้อ (myofascial pain) การยืดกล้ามเนื้อเป็นวิธีหนึ่ง ที่ช่วยป้องกันและรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อได้

อาการปวดเมื่อยล้ากล้ามเนื้อ เกิดได้จาก
     ๑. กล้าม เนื้อต้องเกร็งค้างอยู่นานๆ (isometric work) กล้ามเนื้อเกร็งค้างนานๆ ที่พบบ่อย เช่น การเกร็ง กล้ามเนื้อบ่าตลอดเวลาในการสะพายกระเป๋าเพื่อไม่ให้หลุดจากบ่า แม้ว่าจะไม่ได้ใช้แรงกล้ามเนื้อมากนักแต่เป็นการเกร็งค้าง มีการบีบกดของหลอดเลือดที่มาเลี้ยงกล้ามเนื้อนั้น ทำให้การนำออกซิเจนมาช่วยเผาผลาญสารอาหารทำได้ไม่เต็มที่ ร่างกายต้องใช้กระบวนการที่ไม่ใช้ออกซิเจน นำมาซึ่งการคั่งของกรดแล็กติก ซึ่งถ้าไม่ได้ระบายออกด้วยการไหลเวียนของเลือด จะทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยล้าได้ กล้ามเนื้อที่มีอาการปวดล้าได้ง่ายได้แก่ กล้ามเนื้อ บริเวณบ่า คอด้านหลัง และหลังส่วนล่าง

     ๒. มีภาวะหดสั้นของกล้ามเนื้อ พบที่กล้ามบริเวณหน้าอก กล้ามเนื้อคอด้านหน้า กล้ามเนื้อหน้าท้อง กล้ามเนื้องอสะโพก การใช้มือทำงานทางด้านหน้าของการทำงานโดยทั่วไปจะทำให้กล้ามเนื้อหน้าอกอยู่ ในภาวะที่หดสั้นตลอดเวลาจนความยาวของกล้ามเนื้อลดลง เมื่อจะต้องใช้งานกล้ามเนื้อนั้นขณะที่ยืดยาวออกจะบาดเจ็บได้ การนั่งนานจะทำให้เกิดการหดสั้นของกล้ามเนื้อหน้าท้อง และกล้ามเนื้องอสะโพกที่อยู่ทางด้านหน้าของลำตัวได้

     ๓. การ ออกแรงอย่างหนักของกล้ามเนื้อ ทำให้เกิดการคั่งของกรดแล็กติก ทำให้กล้ามเนื้อล้าและปวด อาการปวดจะกระตุ้นกล้ามเนื้อให้เกร็งแข็งโดยอัตโนมัติ (muscle spasm) ถ้าไม่ได้ผ่อนคลายอาการ ตึงตัวของกล้ามเนื้อ มักจะทำให้เกิดอาการปวดกล้ามเนื้อ เรื้อรังได้ พบได้ในกล้ามเนื้อทุกมัดที่ต้องออกแรงอย่างหนัก

ป้องกันอาการปวดกล้ามเนื้อได้อย่างไร

     ไม่อยู่ในท่าทางที่ไม่เหมาะสม เช่น ก้มคอหรือหลัง มากเกินไป ไม่อยู่ในท่าใดท่าหนึ่งนานๆ เช่น นั่งนานเกิน ๒ ชั่วโมง ปรับกิจกรรมที่ทำให้กล้ามเนื้อต้องเกร็งค้างตลอดเวลา เช่น จากการสะพายกระเป๋าที่หนักเกินไป ให้ลดน้ำหนักลงหรือสะพายสลับข้าง หรือใช้มือถือบ้างเพื่อเปลี่ยนกลุ่มกล้ามเนื้อที่ใช้ในการทำงาน      หลังจากปรับสภาพงานหรือเปลี่ยนวิธีการทำงานแล้ว การออกกำลังด้วยการยืดเหยียดกล้ามเนื้อที่ใช้งานจะช่วยลดการตึงตัว เพิ่มการไหลเวียนของเลือดและความยืดหยุ่น โอกาสที่ความปวดเมื่อยล้าและบาด-เจ็บจากการทำงานจะลดลง

วิธีการยืดเหยียดกล้ามเนื้อด้วยตนเอง

การยืดกล้ามเนื้อทำได้ดังนี้
     ๑. ยืดจุดเกาะต้นและปลายของกล้ามเนื้อออกจากกัน
     ๒. ค่อยๆ ยืดกล้ามเนื้อออกช้าๆ จนรู้สึกตึงประมาณ ๗ ใน ๑๐ ให้ใช้ความรู้สึกเป็นตัววัดความตึงในกล้ามเนื้อ ไม่รู้สึกตึงเลยเป็นเลขศูนย์ (๐) ขณะที่ตึงมากสุดจนทนไม่ได้เป็นเลขสิบ (๑๐)
     ๓. ค้างไว้อย่างน้อย ๑๐ วินาที
     การยืดกล้ามเนื้อแบบนี้จะลด การทำงานของรีเฟล็กซ์ การหดกลับของกล้ามเนื้อ (stretch reflex) และทำให้เกิดการคืบ (creep) ในกล้ามเนื้อ ผลทั้งสองอย่างจะทำให้กล้ามเนื้อคลายตัวได้อย่างสมบูรณ์

     หลายคนคงเคยเห็นนักกีฬายืดกล้ามเนื้อแบบ ซ้ำๆ และเร็วๆ สลับไปมา (ballistic stretching) การยืดแบบนี้จะกระตุ้นรีเฟล็กซ์การหดกลับของกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อจะหดตัวขณะยืดเสมือนเป็นการต้านแรงกัน ทำให้กล้ามเนื้อฉีกขาดได้ การยืดกล้ามเนื้อแบบนี้จะได้ผลและปลอดภัยในผู้ที่มีความชำนาญ (เช่น นักกีฬา) เท่านั้น

ที่มา: http://www.doctor.or.th/node/1235

 

ยกอย่างไรไม่ให้ปวดหลัง

     ไม่มีใครปฏิเสธว่า ปวดหลังเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในคนทำงาน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องใช้แรงแบกหาม เคลื่อนย้ายวัตุในการทำงานปัญหาปวดหลังมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตค่อนข้างสูง ถ้ามีอาการมากจะสิ้นเปลือง ทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายในการรักษา การป้องกันอาการปวดหลังที่อาจเกิดขึ้นจากการทำงาน น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด การป้องกันอาการปวดหลังทำได้โดยการลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่ทำให้เกิดอาการปวดหลัง ได้แก่ ปัจจัยในตัวคนทำงานเอง ประกอบด้วย อายุ ความแข็งแรง ความทนทาน ความยืดหยุ่น ประสบการณ์ในการทำงาน และความเครียด ปัจจัยบางอย่างสามารถเปลี่ยนแปลงได้ เช่น ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ บางปัจจัยไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เช่น อายุ สำหรับปัจจัยภายนอกหรือสภาพแวดล้อมในการทำงาน เป็นปัจจัยที่ถูกปรับปรุงให้เหมาะสมได้ง่าย ในที่นี้จะขอเสนอวิธีการลดปัจจัยเสี่ยง โดยการจัดสภาพแวดล้อมในการทำงานให้เหมาะสมในการยกของหรือวัตถุ ที่เลือกการยกวัตถุเพราะเป็นกิจกรรมที่ทำบ่อยกว่า การแบก การหาม การดึงและดัน ซี่งเป็นกิจกรรมที่ทำอยู่ในสถานที่ทำงานและที่บ้าน

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดอาการปวดหลังจากยกวัตถุ

     ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดคือ น้ำหนักของวัตถุที่จะยก ไม่ว่าท่านจะยกในท่าทางใด เช่น หลังตรง งอเข่า งอสะโพก หรือยกแบบก้มหลัง ถ้าวัตถุที่ยกหนักเกินกำลัง ย่อมทำให้ปวดหลังได้ทั้งสิ้น ระยะห่างของวัตถุกับลำตัวของ ผู้ยกจัดเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ เช่นเดียวกับน้ำหนักวัตถุ ยิ่งวัตถุอยู่ห่างจากลำตัวมากเท่าใด กล้ามเนื้อหลังจะต้องทำงานหนักมากขึ้น เพื่อที่จะดึงลำตัวไม่ให้เสียสมดุลของร่างกาย เมื่อกล้ามเนื้อหลังทำงานหนัก จะมีผลต่อแรงกดที่กระดูกและข้อต่อสันหลัง ทำให้เกิดอาการปวดหลังได้ นอกจากนี้การยกวัตถุที่อยู่ต่ำกว่าระดับเข่าของ ผู้ยก หรือวางอยู่กับพื้นจะเป็นอันตรายต่อหลังได้ เพราะผู้ยกจะต้องใช้แรงของกล้ามเนื้อมากในการยกวัตถุขึ้นเป็นระยะทางที่ยาว และต้องก้มหลังเพื่อที่จะยกของได้สะดวก มือจับหรือตำแหน่ง ยึดวัตถุที่ไม่มั่นคง จะทำให้การยกวัตถุเป็นไปด้วยความยากลำบากและควบคุมไม่ได้ และยกของได้น้ำหนักน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ได้แก่ อุณหภูมิที่ร้อนเกินไป ความเครียดจากการทำงานที่เร่งรีบเกินไป การขาดการพักผ่อน ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดอาการปวดหลังจากการยกวัตถุได้ทั้งสิ้น วิธีการยกวัตถุที่ไม่เหมาะสม เช่น การยกแบบกระชากหรือกระตุกอย่างแรง เพื่อที่จะให้ได้น้ำหนักมากๆ หรือการยกที่มีการก้ม เอียง และบิดตัวพร้อมๆกัน มักจะทำให้ผู้ยกมีอาการบาดเจ็บของหลังได้เสมอๆ

 

จะลดปัจจัยเสี่ยงได้อย่างไร

• ปรับปรุงสภาพการทำงาน
     เป็นวิธีการป้องกันอาการปวดหลังได้ดีที่สุด โดยการสำรวจน้ำหนักของวัตถุ ถ้า วัตถุที่จะยกมีน้ำหนักมากเกินไป ให้ใช้วิธีแบ่งน้ำหนักเป็นหลายส่วน ถ้าแบ่งไม่ได้ให้ใช้มากกว่า ๑ คน ช่วยกันยก หรือใช้เครื่องมือช่วย ในความเห็นของผู้เขียน ไม่ควรให้น้ำหนักวัตถุเกิน ๒๕ กิโลกรัม ถ้าต้องยกมากกว่า ๔ ครั้งในเวลา ๑ นาที จัดโต๊ะหรือจุดที่จะยกวัตถุไปวางให้ใกล้ตัวมากที่สุด เพื่อที่ขณะยกวัตถุไปวาง ระยะห่างจากวัตถุและลำตัวจะสั้นที่สุด จัดหาชั้นหรือบล็อกที่มีความสูงเหนือเข่าไว้วางวัตถุที่มีน้ำหนักมาก เพื่อที่จะลดระยะทางของการยก ใช้กล่องที่มีมือจับที่มั่นคง ปัจจุบัน มีกล่องที่มีมือจับใช้บ้างแล้วในประเทศไทย ปรับปรุงสภาพการทำงานอื่นๆ เช่น ปรับอุณหภูมิของห้องให้เหมาะสม จัดตารางเวลาการทำงานไม่ให้เร่งรีบจนเกินไป และหมุนเวียนตำแหน่งเพื่อมิให้ทำงานซ้ำซาก เพื่อป้องกันอาการล้าจากการยก

• ยกให้ถูกวิธี
     ทดสอบน้ำหนักวัตถุก่อนยก ถ้ารู้สึกว่าหนักเกินกำลัง ให้หาผู้ช่วย อย่ายกแบบกระตุกหรือกระชาก การยกแต่ละครั้งต้องควบคุมได้ อย่าบิดหรือเอียงตัวใน ขณะยก ถ้าต้องการเปลี่ยนทิศทางการยก ให้หมุนทั้งตัวโดยการทำซ้าย-ขวาหันแบบทหาร ขณะยกให้วัตถุอยู่ใกล้ตัวมากที่สุด เพื่อลดแรงที่กระทำต่อกระดูกสันหลัง ถ้ามีความรู้สึกเมื่อล้าให้พักสักครู่ ไม่จำเป็นต้องยกแบบหลังตรง งอเข่า งอสะโพกเสมอไป ปัจจัยอื่น เช่น การยกให้ถูกวิธี และสภาพแวดล้อมในการทำงาน เช่น น้ำหนักของวัตถุมีความสำคัญกว่า ออกกำลังด้วยการเดิน การวิ่ง หรือการว่ายน้ำ อย่างน้อย ๑๕ นาที ๓ ครั้งต่อสัปดาห์ จะช่วยให้กล้ามเนื้อของหลังมีความแข็งแรง ยืดหยุ่น และทนทานมากขึ้น

     จำไว้ว่าอย่ายกวัตถุหนักเกินกำลัง อย่ายกวัตถุหนักที่ว่างอยู่บนพื้น อย่าบิดหรือเอียงตัวขณะยก ยกวัตถุให้ชิดตัวมากที่สุด เหนื่อยหรือเมื่อยนักให้พักเสียก่อน ทำเช่นนี้ท่านจะปลอดจากอาการปวดหลังจากการยก

ที่มา: http://www.doctor.or.th/node/1813

ระบบกระดูกและกล้ามเนื้อกับการบาดเจ็บจากการทำงาน

     คนกับงานฉบับนี้ ดูแล้วค่อนข้างหนักไปสักนิดหนึ่ง แต่ขอบอกเลยว่าไม่หนักอย่างที่คิด เพราะจะพยายามทำการเปรียบเทียบให้เข้าใจการเกิดการบาดเจ็บจากการทำงานใน ลักษณะที่เข้าใจได้ง่าย

ระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ

     หลายคนอาจมีความเข้าใจว่าการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นในระบบนี้คือการบาดเจ็บที่เกิด ขึ้นกับกล้ามเนื้อและกระดูก แต่ความเป็นจริงแล้วการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นอาจเป็นผลมาจากระบบอื่นๆ ด้วย เช่น ระบบไหลเวียนเลือดและน้ำเหลือง ระบบประสาท ระบบย่อยอาหารและขับถ่าย และระบบฮอร์โมนและต่อมไร้ท่อ เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นจะขออุปมา อุปไมย ดังนี้

     • หากจะสร้างแขนหุ่นยนต์ที่ขยับเขยื้อนได้ เราต้องมีเหล็ก 2 ท่อน มาประกอบชนกันเป็นข้อต่อ โดยมีลวดหรือสลิงเป็นตัวยึด เปรียบเหมือนกับเรามีกระดูกแขน 2 ท่อน ท่อนล่างและบน มาต่อเป็นข้อศอก โดยมีเอ็นยึดให้ข้อศอกแข็งแรง

     • ถ้าเราต้องการให้เหล็ก 2 ท่อนนี้ขยับได้เราก็ต้องใส่กลไกการขยับเข้าไปนั้นคือมีมอเตอร์หรือเครื่อง ยนต์ ต่อกับแกนไฮโดรลิก ซึ่งก็เหมือนกับคนเรามีกล้ามเนื้อและเอ็นที่ขยับให้แขนงอได้

     • การมีมอเตอร์ เครื่องยนต์หรือกล้ามเนื้อก็ยังไม่สามารถทำให้แขนขยับได้ เพราะยังขาดเชื้อเพลิง นั่นคือต้องใส่กระแสไฟ หรือน้ำมันเข้าไป ซึ่งถ้าเป็นร่างกายของคนเรา เชื้อเพลิงเหล่านั้นก็คือสารอาหารที่ส่งต่อมาตามระบบหลอดเลือด

     • หากมีพร้อมดังที่กล่าวมาทั้งหมดแล้ว แขนนั้นก็ยังไม่สามารถขยับได้อยู่ดี เพราะยังไม่มีการสั่งการ การควบคุม นั่นคือต้องมีการเปิดเครื่อง หรือบังคับให้ทำงานไปในทิศทางที่ต้องการ คนเราก็ต้องมีระบบประสาทคอยสั่งการ ขณะเดียวกัน ระบบประสาทของคนเรายังทำหน้าที่เพิ่มขึ้นคือรับรู้เพื่อที่จะตอบสนองต่อตัว กระตุ้นได้ ซึ่งหุ่นยนต์อาจมีได้คือต้องมีระบบเซนเซอร์คอยตรวจจับการเคลื่อนไหว

     • อย่างไรก็ตาม ระบบร่างกายของเรายังมีระบบอื่นๆ ที่ นอกเหนือจากหุ่นยนต์คือ ระบบย่อยอาหารและขับถ่าย และระบบฮอร์โมนต่างๆ เป็นตัวสร้างพลังงาน และทำให้การทำงานราบรื่น ซึ่งในเครื่องยนต์ เครื่องจักร อาจมีแค่ระบบขับถ่ายของเสีย เช่น ควันและน้ำเท่านั้น

     จะเห็นได้ว่าระบบของร่างกาย เหมือนกับระบบเครื่องจักรกล แต่มีความพิเศษกว่า หากพิจารณาถึงความสัมพันธ์กันในตัวระบบที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวได้นั้น จะพบว่า เพื่อให้เกิดการเคลื่อนไหวที่สมบูรณ์ ทุกระบบต้องทำงานประสานกัน หากมีระบบใดระบบ หนึ่งทำงานบกพร่อง จะส่งผลต่อการเคลื่อนไหว คือเคลื่อนไหวไม่ได้ ติดขัด หรือเคลื่อนได้ไม่เป็นไปตาม ที่ต้องการ เช่น เมื่อกระดูกหักหรือร้าว หรือกล้ามเนื้อฉีกขาด ก็จะทำให้มีปัญหาต่อการเคลื่อนไหว เช่นเดียวกันกับการขาดเลือดหรือสารอาหารไปยังบริเวณกล้ามเนื้อที่ทำการ เคลื่อนไหว ก็ทำให้กล้ามเนื้อไม่มีพลังงานที่จะขยับเขยื้อนข้อต่อได้ หรือหากว่าเส้นประสาทบาดเจ็บ ก็จะส่งผลต่อการนำคำสั่ง เปรียบเสมือนคนเป็นอัมพาต ที่อยากให้แขนขาขยับแต่ไม่สามารถสั่งการให้ขยับได้

การทำงานกับการบาดเจ็บจากการทำงาน

     การบาดเจ็บจากการทำงานสามารถเกิดได้ 2 วิธีหลักๆ คือเกิดจากอุบัติเหตุมีลักษณะเฉพาะคือ มีเหตุการณ์เกิดที่ชัดเจน มีกลไกการเกิดที่ชัดเจน เช่น สะดุดล้ม เครื่องจักรหนีบ ค้อนหล่นทับ การเกิดอุบัติเหตุนี้ก่อให้เกิดการบาดเจ็บโดยตรงต่อกระดูก กล้ามเนื้อเอ็น หลอดเลือด หรือเส้นประสาทได้ นั่นคือ ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวในขณะที่วิธีที่ 2 เป็นการบาดเจ็บจากการทำงานในขณะที่ทำงานอยู่ในท่าทางใดท่าทางหนึ่งนานๆ หรือทำงานในท่าหนึ่งๆ ซ้ำๆ กันตลอดเวลา ซึ่งการบาดเจ็บในลักษณะนี้ จะไม่สามารถบอกเวลาหรือกลไกการเกิดได้อย่างชัดเจน จะรู้ตัวก็ต่อเมื่อมีอาการเกิดขึ้นแล้ว

     อาจมีคำถามว่าทำไมการทำงาน ซ้ำๆ กัน หรือทำงานอยู่ในท่าใดท่าหนึ่งนานๆ สามารถส่งผลต่อการบาดเจ็บได้ คำตอบคือ การทำงานในลักษณะดังกล่าว กล้ามเนื้อต้องทำงานอย่างต่อเนื่อง อาจส่งผลต่อการบาดเจ็บของตัวกล้ามเนื้อ และเส้นเอ็นโดยตรง หรือจาก การไหลเวียนของเลือดไม่สะดวกเนื่องจากกล้ามเนื้อเกร็ง ทำงานคงค้างอยู่ หรือแม้แต่เส้นประสาทถูกรั้งจากการทำงานของกล้ามเนื้อนั้นๆ ส่งผลทำให้เกิดการบาดเจ็บต่อหลอดเลือดและเส้นประสาท และส่งผลย้อนกลับมาที่การทำงานของกล้ามเนื้อแย่ลงได้

     อย่างไรก็ตาม ร่างกายคนเรามีระบบป้องกันภัย ที่พิเศษและแตกต่างจากเครื่องจักร นั่นคือ เมื่อมีการบาดเจ็บเกิดขึ้น ร่างกายจะแสดงอาการออกมาในรูปแบบของอาการเจ็บ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าขณะนี้ อวัยวะหรือเนื้อเยื่อนั้นๆ ต้องการการดูแลรักษาและการพักผ่อน

     นอกจากนี้ ยังป้องกันตัวเองด้วยการให้กล้ามเนื้อเกร็งตัวเพื่อปกป้องอวัยวะหรือเนื้อ เยื่อนั้นๆ ไม่ให้ถูกกระทบกระเทือนหรือบาดเจ็บเพิ่มขึ้น การเกิดเหตุการณ์ นี้เป็นไปเพื่อการรักษาตนเอง และเมื่อร่างกายรักษาตนเองหายดีแล้ว อาการเจ็บและการเคลื่อนไหวที่บกพร่องไปก็จะกลับคืนสู่ปกติหรือใกล้เคียงปกติ แต่หากผู้ป่วยนั้น กลับไปทำงานตามเดิม โดยที่ลักษณะงานเป็นแบบเดิม อุปกรณ์ เครื่องมือต่างๆ เหมือนเดิม ก็อาจส่งผลทำให้ผู้ป่วย ป่วยกลับมาด้วยลักษณะอาการแบบเดิม และหากเป็นเช่นนี้ซ้ำๆ กัน จะทำให้อวัยวะหรือเนื้อเยื่อเหล่านั้นอ่อนแอ ไม่แข็งแรงเท่าปกติ และหายยากกว่าเดิม

สมรรถภาพของร่างกายกับการบาดเจ็บจากการทำงาน

     ร่างกายเราทุกคนมีจุดหรือช่วงเวลาที่มีสมรรถภาพสูงสุดในวัยหนุ่มสาว และถดถอยลงเรื่อยๆ ตามอายุ หากระดับสมรรถภาพนี้ถดถอยจนไม่สามารถรองรับระดับความหนักของงานหรือกิจกรรม ที่ทำอยู่ตลอดเวลาได้ ก็จะทำให้เกิดการบาดเจ็บได้ง่าย ดังเห็นได้จากผู้ป่วยทางระบบกระดูกและกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน ที่พบบ่อยจะมีอายุในช่วง 40 ปี ขึ้นไปซึ่งเป็นช่วงอายุที่ร่างกายถดถอย และเป็นช่วงที่ระดับของงานอาจหนักขึ้นเนื่องจากภาระงานต่างๆมากขึ้นดังนั้น เพื่อให้ห่างไกลจากโรคที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องส่งเสริมสุขภาพร่างกาย ให้แข็งแรงอยู่เสมอ เพื่อให้ระดับสมรรถนะภาพของรางกายสูงกว่าระดับความหนักของงานที่ทำอยู่ และทำการป้องกันการเกิดโรคด้วยการปรับสภาพงานให้เหมาะสมซึ่งเปรียบเสมือนว่า เป็นการลดภาระการทำงานลง

ที่มา: http://www.doctor.or.th/node/4090

 

หน้า 21 จาก 24

«เริ่มแรกย้อนกลับ21222324ถัดไปสุดท้าย»

เวลาทำการ

ศูนย์กายภาพบำบัด ปิ่นเกล้า ในเวลาราชการ
วันจันทร์ – ศุกร์
08.00 – 15.00 น.
นอกเวลาราชการ
วันจันทร์ – ศุกร์
16.00 – 19.00 น.
วันเสาร์ - อาทิตย์
08.00 – 16.00 น.

ศูนย์กายภาพบำบัด ศาลายา ในเวลาราชการ
วันจันทร์ – ศุกร์
08.00 – 15.00 น.
นอกเวลาราชการ
วันจันทร์ – ศุกร์
16.00 – 18.00 น.
ปิดให้บริการในวันเสาร์ - อาทิตย์

** รอบเช้าปิดรับบัตร11.00 น. รอบบ่ายปิดรับบัตร15.00 น. **

Copyright © 2011 Faculty of Physical Therapy - Mahidol University. All rights reserved.
ศูนย์กายภาพบำบัด คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล 198/2 ถนนสมเด็ตพระปิ่นเกล้า แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพฯ 10700
โทรศัพท์ : 02-433-7098 ต่อ 1