เพราะอาการมือไม้สั่น... มันไม่ธรรมดา

วันพุธที่ 28 มกราคม 2015 เวลา 09:08 น.

หลายคนเคยมีอาการมือไม้สั่นขณะตื่นเต้นซึ่งทุกคนมักคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่อาการมือสั่นบางครั้งอาจเป็นสัญญาณเตือนว่า คุณกำลังมีความผิดปกติทางระบบประสาท อาการมือสั่นสามารถจำแนกออกเป็นหลายรูปแบบ ทั้งแบบปกติ และไม่ปกติ ดังนั้นเราจึงควรทราบว่าลักษณะใดที่บ่งบอกถึงความผิดปกติ เพื่อให้เราคอยหมั่นตรวจสอบตนเองและคนรอบข้าง

ลักษณะของอาการมือสั่นมีหลายรูปแบบ แต่ละรูปแบบจะบ่งบอกตำแหน่งความผิดปกติทางระบบประสาทที่แตกต่างกันออกไป สำหรับบทความนี้จะขอหยิบยกลักษณะอาการมือสั่นที่พบได้บ่อย ซึ่งมีอยู่ 4 ลักษณะ ดังนี้

ลักษณะที่ 1 อาการมือสั่นขณะที่ร่างกายอยู่เฉยๆ ไม่ได้มีความตั้งใจที่จะขยับ ซึ่งเราไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวนี้ได้หรือที่เรียกว่า Resting tremor เป็นหนึ่งในลักษณะอาการที่พบได้ในผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน (Parkinson's disease) ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของสมองส่วน substantia nigra ที่ทำหน้าที่หลั่งสารสื่อประสาทโดปามีน (Dopamine)

ลักษณะที่ 2 อาการสั่นที่เกิดขึ้นเมื่อตั้งใจจะเคลื่อนไหวหรือมีเป้าหมายในการเคลื่อนไหว เช่น การเอื้อมมือหยิบสิ่งของ ในทางการแพทย์เรียกว่า Intention tremor อาการนี้มักพบความผิดปกติของสมองส่วน Cerebellum (สมองน้อย) หรือส่วนก้านสมอง (Brain stem) ซึ่งอาจเกิดในกรณีที่สมองส่วนนั้นขาดเลือดไปเลี้ยง หรือมีเนื้องอก หรืออาจพบได้ในผู้ป่วยที่ทานยากันชักเกินขนาด หรือคนที่ติดสุราเรื้อรัง

ลักษณะที่ 3 อาการสั่นที่เกิดขึ้นเมื่อแขนหรือขาอยู่ในท่าที่ต้านแรงโน้มถ่วงโลก หรือ Postural tremor เป็นอาการที่มีสาเหตุจากภาวะเครียด,ตื่นเต้น, ภาวะไทรอยด์เป็นพิษ, ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ หรือ ภาวะถอนพิษสุรา (Alcohol withdrawal) นอกจากนี้อาจเป็นลักษณะของโรคสั่นไม่ทราบสาเหตุ (Essential tremor)

ลักษณะที่ 4 อาการสั่นจากสภาวะจิตใจ หรือ Psychogenic tremor เป็นอาการสั่นที่เกิดขึ้นทันทีทันใด อาการสามารถดีขึ้นได้เอง เป็นการสั่นที่ตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้น เมื่อไม่ได้รับสิ่งกระตุ้นอาการสั่นจะดีขึ้น ลักษณะนี้เป็นอาการทางจิตประเภทหนึ่ง

จากที่กล่าวไปข้างต้น จะเห็นว่าอาการมือสั่นมีหลากหลายรูปแบบซึ่งมีสาเหตุมาจากพยาธิสภาพที่แตกต่างกัน การตรวจวินิจฉัยเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ได้รับแนวทางการรักษาที่ถูกต้อง ดังนั้น การหมั่นสังเกตอาการดังกล่าวเป็นสิ่งสำคัญสำหรับท่านเองและเพื่อคนที่ท่านรัก

หลังจากที่ทราบลักษณะอาการมือสั่นรูปแบบต่างๆ แล้ว ลำดับถัดไปจะขอนำเสนอรอยโรคต่างๆ ที่ทำให้เกิดอาการในแต่ละลักษณะ เริ่มจากอาการแรก นั่นคือ

อาการมือสั่นจากโรคพาร์กินสัน หรือ Resting tremor เป็นอาการสั่นขณะร่างกายอยู่เฉยๆ ซึ่งเป็นหนึ่งในลักษณะอาการที่จะพบได้ในผู้ปวยโรคพาร์กินสัน

โรคพาร์กินสัน เป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อมของระบบประสาทที่พบมากเป็นอันดับ 2 รองจากโรคอัลไซเมอร์ โรคพาร์กินสันมักพบมากในผู้ที่มีอายุ 55-60 ปี แต่ก็สามารถพบได้ในคนอายุน้อยเช่นกัน เรียกว่า Young-onset Parkinson's disease (YOPD) โรคนี้พบในผู้ป่วยที่มีอายุน้อยกว่า 40 ปี มีอาการเหมือนผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน แต่มีการดำเนินโรคที่ต่างกัน ผู้ป่วยจะมีปัญหาความผิดปกติทางการรับรู้ และมีปัญหาการเดินน้อยกว่าผู้ป่วยโรคพาร์กินสันที่มีอายุมาก แต่ผู้ป่วยจะตอบสนองต่อการรักษาทางยาไม่ดี ดังนั้นทำให้การดำเนินโรคค่อนข้างเร็วกว่าผู้ป่วยโรคพาร์กินสันที่มีอายุมาก

เมื่อพูดถึงโรคพาร์กินสันแล้ว หลายคนจะนึกถึงอาการมือสั่นเป็นอันดับแรก แต่ในความเป็นจริงแล้วการเสื่อมของ Substantia nigra ทำให้การผลิตสารสื่อประสาท dopamine ลดลง ซึ่งเป็นสารที่เชื่อมโยงไปยังสมองส่วน Corpus striatum ทำให้การควบคุมการทำงานและการประสานงานของกล้ามเนื้อลดลง

นอกจากอาการสั่นขณะอยู่เฉยๆ แล้ว ผู้ป่วยยังแสดงอาการอื่นร่วมด้วย เช่น การเคลื่อนไหวช้า (Bradykinesia), อาการแข็งเกร็ง (Ragidity) และอาการทรงตัวไม่มั่นคง (Postural instability) ในการวินิจฉัยของแพทย์ ผู้ป่วยที่เป็นโรคพาร์กินสันต้องมีลักษณะอาการอย่างน้อย 3 ใน 4 ของอาการที่กล่าวมา อาการเหล่านี้ทำให้การดำเนินชีวิตของผู้ป่วยเป็นไปได้ยาก เช่น ลุกขึ้นยืนยาก, หยิบจับสิ่งของได้ลำบาก หรือ เดินไม่มั่นคง ซึ่งลักษณะการเดินจะเป็นแบบเดินซอยเท้าถี่ๆ (Shuffle), โน้มตัวไปด้านหน้า (Festination) หรือก้าวขาไม่ออกเหมือนเท้าติดอยู่กับพื้น (Freezing gait)

สำหรับการรักษา ยังไม่มีวิธีการรักษาที่ทำให้อาการหายขาดได้ เนื่องจากส่วนของสมองที่เสื่อมไปแล้วไม่สามารถฟื้นตัวหรือสร้างขึ้นใหม่ได้ ดังนั้นจึงทำได้เพียงเพิ่มสารสื่อประสาท dopamine ในสมองให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ยาที่ใช้ในปัจจุบันคือ ยากลุ่ม LEVODOPA และ DOPAMINE AGONIST นอกจากการรักษาด้วยยาแล้ว การทำกายภาพบำบัดจะเป็นอีกแนวทางการรักษาหนึ่งที่ช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกายของผู้ป่วยให้กลับมาใกล้เคียงปกติมากที่สุด อีกทั้งยังช่วยชะลอการดำเนินโรคให้เกิดช้าลงด้วย แนวทาวการรักษาทางกายภาพบำบัดเน้นการเพิ่มกำลังกล้ามเนื้อ, ส่งเสริมให้เกิดการเคลื่อนไหวของแขนและขา, การเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ, การฝึกการทรงตัวขณะยืนและเดิน เป็นต้น

สำหรับการรักษา ยังไม่มีวิธีการรักษาที่ทำให้อาการหายขาดได้ เนื่องจากส่วนของสมองที่เสื่อมไปแล้วไม่สามารถฟื้นตัวหรือสร้างขึ้นใหม่ได้ ดังนั้นจึงทำได้เพียงเพิ่มสารสื่อประสาท dopamine ในสมองให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ยาที่ใช้ในปัจจุบันคือ ยากลุ่ม LEVODOPA และ DOPAMINE AGONIST นอกจากการรักษาด้วยยาแล้ว การทำกายภาพบำบัดจะเป็นอีกแนวทางการรักษาหนึ่งที่ช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกายของผู้ป่วยให้กลับมาใกล้เคียงปกติมากที่สุด อีกทั้งยังช่วยชะลอการดำเนินโรคให้เกิดช้าลงด้วย แนวทาวการรักษาทางกายภาพบำบัดเน้นการเพิ่มกำลังกล้ามเนื้อ, ส่งเสริมให้เกิดการเคลื่อนไหวของแขนและขา, การเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ, การฝึกการทรงตัวขณะยืนและเดิน เป็นต้น

การรักษาสำหรับผู้ป่วยกลุ่มนี้ เริ่มแรกต้องรักษาตามพยาธิสภาพที่ทำให้เกิดความผิดปกติของสมองน้อย (Cerebellum) เมื่ออาการคงที่แล้ว การฟื้นฟูร่างกายเป็นสิ่งสำคัญในลำดับถัดมา ซึ่งเป็นหน้าที่ของนักกายภาพบำบัดที่จะทำการฟื้นฟูร่างกายให้สามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด โดยการฟื้นฟูกล้ามเนื้อที่สูญเสียการควบคุมให้สามารถกลับมาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกครั้งร่วมกับการฝึกการทรงตัว

ลักษณะการสั่นลำดับถัดไปคือ Postural tremor อาการสั่นที่เกิดเมื่อแขนหรือขาอยู่ในท่าที่ต้านแรงโน้มถ่วง เป็นลักษณะที่พบบ่อยในผู้ป่วยโรคไทรอยด์เป็นพิษ หรืออยู่ในภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ หรือโรคสั่นไม่ทราบสาเหตุ (Essential tremor) โดยทั่วไป อาการมักใกล้เคียงกับอาการสั่นจากโรคพาร์กินสัน แต่สามารถแยกออกจากกันได้ดังนี้

ในด้านการรักษา หากมีอาการสั่นไม่มากจะไม่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิต อาจไม่จำเป็นต้องรับการรักษา เพียงแต่พยายามหลีกเลี่ยงปัจจัยที่กระตุ้น การฝึกสมาธิทำให้เกิดความผ่อนคลายช่วยให้อาการดีขึ้นได้ ถ้ามีอาการสั่นมากอาจต้องใช้ยาเพื่อความคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ นอกจากนี้อาการสั่นอาจทำให้เสียบุคลิกภาพและทำให้ขาดความมั่นใจในการทำกิจกรรม

ลักษณะสุดท้ายอาการมือสั่นจากสภาวะทางจิต เป็นลักษณะอาการสั่นที่มีลักษณะแตกต่างจากการสั่นประเภทอื่น ดังนี้

  1. เกิดขึ้นอย่างทันทีทันใด อยู่ๆ ก็สั่นขึ้นเอง
  2. มีลักษณะอาการสั่นหลายรูปแบบ อาจจะสั่นขณะอยู่เฉยๆ หรือขณะอยู่ในท่าที่ต้านแรงโน้มถ่วง หรือขณะตั้งใจทำการเคลื่อนไหว
  3. อาการสั่นลดลงเมื่อมีสิ่งรบกวน หรือสูญเสียสมาธิ
  4. การสั่นมีหลากหลายความถี่
  5. มีอาการอื่นร่วมด้วย นอกจากอาการสั่น

ในด้านการรักษา ไม่มียาที่สามารถรักษาอาการให้หายขาดได้ ทางกายภาพบำบัดสามารถช่วยในด้านการให้คำแนะนำ การป้องกันอาการแทรกซ้อนต่างๆ เช่น ภาวะข้อติดแข็งจากการเคลื่อนไหวร่างกายไม่สุดการเคลื่อนไหว อาการปวดกล้ามเนื้อ เป็นต้น

เอกสารอ้างอิง

  1. Joseph JJ. Parkinson’s disease and movement disorders. 4th ed. Lippincott William & Wilcins; 2002. P.270-86.
  2. Kurlan R, Rabin ML. Pseudoparkinsonism: A review of a common nonparkinsonian hypokinetic movement disorder. Advances in Parkinson’ s Disease 2013;2108-12.
  3. รศ.นพ. สมศักดิ์ เทียมเก่า. อาการเซ: ภาวะกล้ามเนื้อเสียสหการ. หาหมอ.com [อินเทอร์เน็ต]. 2012 [เข้าถึงเมื่อ 20 พ.ย. 2557]. เข้าถึงได้จาก: www.haamor.com/th/อาการเซ
  4. รศ.นพ. สมศักดิ์ เทียมเก่า. โรคสั่นไม่ทราบสาเหตุ. หาหมอ.com [อินเทอร์เน็ต]. 2012 [เข้าถึงเมื่อ 20 พ.ย. 2557]. เข้าถึงได้จาก: www.haamor.com/th/โรคสั่นไม่ทราบสาเหตุ
  5. พญ.สลิล ศิริอุดมภาส. โรคพาร์กินสัน. หาหมอ.com [อินเทอร์เน็ต]. 2012 [เข้าถึงเมื่อ 20 พ.ย. 2557]. เข้าถึงได้จาก: www.haamor.com/th/พาร์กินสัน
  6. ผศ.นพ.รุ่งโรจน์ พิทยศิริ. Parkinsonism. หมอชาวบ้าน [อินเทอร์เน็ต]. 2550 [เข้าถึงเมื่อ 20 พ.ย. 2557]. เข้าถึงได้จาก: http:// www.doctor.or.th/clinic/detail/7299

เรียบเรียงโดย กภ. สกาวรัตน์ เตชทวีทรัพย์

 

เที่ยว “Back pack” อย่างไรไม่ให้ปวดเมื่อย (ตอนที่ 1)

วันอังคารที่ 07 ตุลาคม 2014 เวลา 16:22 น.

สวัสดีท่านผู้อ่านที่ติดตามบทความทางด้านกายภาพบำบัด จนอาจเรียกได้ว่าเป็นแฟนพันธุ์แท้ บทความนี้เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่จะเล่าบรรยายให้ท่านผู้อ่านได้รู้ว่าการเที่ยวแบบกางแผนที่ ดู GPS พร้อมกระเป๋าเป้ใบโต เหมือนที่เราๆเห็นกันบ่อย จากนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ การที่เราต้องแบกกระเป๋าใบโต แถมยังต้องเดินเป็นส่วนมาก อาการปวดก็จะโผล่มาทักทายเราได้ตลอดเวลา ยิ่งถ้าเราเปลี่ยนอิริยาบถหรือท่าทาง น้ำหนักจากสัมภาระก็จะมีผลต่อกระดูก เอ็นและกล้ามเนื้อ ก่อให้เกิดการบาดเจ็บได้ง่าย แล้วเราจะทำอย่างไร? เพราะถ้าอาการปวดดันมาขัดจังหวะในการท่องเที่ยวเสียแล้ว ความสนุกสนานคงหมดไป ช่วงนี้อยู่ในช่วงหน้าหนาวคนชอบเที่ยวส่วนใหญ่มักจะขึ้นดอย ขึ้นภู เพื่อไปสัมผัสลมหนาว ดิฉันจึงขอนำเสนอการเที่ยวเอาใจขาลุยสุดๆ โดยตะลอนทัวร์แบบ Back pack ในแบบฉบับของนักกายภาพบำบัด รับรองอาการปวดจะไม่ทำให้คุณผู้อ่านต้องกังวลใจเป็นอันขาด

 

บทบาทของผู้ดูแล

วันจันทร์ที่ 15 กันยายน 2014 เวลา 10:15 น.

บทบาทของญาติและผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง

เมื่อได้รับการรักษา ตรวจประเมินสภาพร่างกาย และความพร้อมต่างๆ เรียบร้อยแล้ว ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองจะออกจากโรงพยาบาลเพื่อกลับสู่บ้าน ญาติหรือผู้ดูแลจะมีบทบาทสำคัญต่อการดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การบำบัดฟื้นฟูสภาพผู้ป่วยเป็นไปอย่างต่อเนื่อง การดูแลผู้ป่วยนั้นต้องทำทั้งทางร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ ควบคู่กันไป ซึ่งญาติและผู้ดูแลสามารถทำได้โดย

 

ปวดศีรษะ = ไมเกรนจริงหรือ? และวิธีการดูแลตนเองหากมีอาการปวดศีรษะที่ไม่ได้เกิดจากอาการ ไมเกรน

วันพุธที่ 25 มิถุนายน 2014 เวลา 10:41 น.

การงานที่ไม่ค่อยเดิน การนำเสนองานที่ผิดพลาด หรือปัญหาความไม่เข้าใจกันในครอบครัว มีส่วนมาจากสุขภาพที่ไม่ค่อยแข็งแรง บางครั้งอาการเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกิดขึ้นกับคุณสามารถส่งผลเสียให้แก่ผู้อื่น หรืองานของตนเองตามมาได้ โดยอาการที่ทุกคนสามารถพบเจอได้บ่อย และสามารถเกิดขึ้นได้เกือบตลอดเวลา คือ อาการปวดศีรษะนั่นเอง

หลายครั้งที่เราไม่สามารถทราบได้เลยว่า สาเหตุของอาการปวดศีรษะของเราเกิดจากอะไร หลายคนมองว่าเกิดจากความเครียด หรือหลายคนอาจจะมองว่าเกิดจากอาการขาดน้ำตาลในโลหิต (หรือหิวนั่นเอง) แต่ท้ายที่สุดแล้วหากหาสาเหตุไม่ได้ ทุกคนจะฟันธงที่ว่า “ไมเกรนแน่ ๆ” ซึ่ง คุณไม่อาจทราบได้เลยว่า แล้วเป็นไมเกรนจริง ๆ หรือไม่?

 

“รำไทย” หนึ่งภูมิปัญญา...รักษาอาการเส้นประสาทแขนยึดรั้ง

วันจันทร์ที่ 31 มีนาคม 2014 เวลา 19:06 น.

เส้นประสาทแขนยึดรั้งคืออะไร

คุณเคยมีอาการเหล่านี้หรือไม่ ปวด เมื่อยล้าบริเวณข้อศอกด้านในหรือด้านนอก ปวดแปล๊บบริเวณข้อมือ ชาฝ่ามือหรือหลังมือ ชาปลายนิ้ว มีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อในมือ ทั้งหมดนี้คืออาการของเส้นประสาทแขนยึดรั้ง ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจาก เส้นประสาทแขนถูกรบกวน ถูกกดทับ บาดเจ็บจากการถูกยืดมากเกินไป หรือจากลักษณะการทำงานอยู่ในท่าทางที่ไม่เหมาะสมเป็นเวลานานต่อเนื่อง และบ่อยครั้ง

 

หน้า 1 จาก 24

เวลาทำการ

ศูนย์กายภาพบำบัด ปิ่นเกล้า ในเวลาราชการ
วันจันทร์ – ศุกร์
08.00 – 15.00 น.
นอกเวลาราชการ
วันจันทร์ – ศุกร์
16.00 – 19.00 น.
วันเสาร์ - อาทิตย์
08.00 – 16.00 น.

ศูนย์กายภาพบำบัด ศาลายา ในเวลาราชการ
วันจันทร์ – ศุกร์
08.00 – 15.00 น.
นอกเวลาราชการ
วันจันทร์ – ศุกร์
16.00 – 18.00 น.
ปิดให้บริการในวันเสาร์ - อาทิตย์

** รอบเช้าปิดรับบัตร11.00 น. รอบบ่ายปิดรับบัตร15.00 น. **

Copyright © 2011 Faculty of Physical Therapy - Mahidol University. All rights reserved.
ศูนย์กายภาพบำบัด คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล 198/2 ถนนสมเด็ตพระปิ่นเกล้า แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพฯ 10700
โทรศัพท์ : 02-433-7098 ต่อ 1