ข้อเข่าเทียมกับกายภาพบำบัด

ปัญหาปวดข้อเข่า ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถทำกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวันได้ตามปกติ เป็นปัญหาที่พบมากเป็นอันดับต้นๆ ที่นำพาผู้ป่วยมาพบแพทย์ หรือนักกายภาพบำบัด ซึ่งอาการปวดเข่านั้นมีหลายสาเหตุ เช่น การอักเสบของเอ็นหน้าเข่า, เอ็นกระดูก, กล้ามเนื้อ และเยื่อหุ้มข้อ หรือ อาการของข้อเข่าเสื่อม

หากมีการอักเสบเกิดขึ้นกับโครงสร้างดังที่กล่าวมา จะมีอาการที่ทำให้เราเห็นได้ชัดเจน คือ มีการบวมแดง อุณหภูมิบริเวณนั้นๆ จะอุ่นขึ้น มีอาการเจ็บปวด ไม่สามารถลงน้ำหนักได้เต็มที่

อีกสาเหตุหนึ่ง คือ ข้อเข่าเสื่อม ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจอาการของข้อเข่าเสื่อมกันก่อน ดังนี้

อาการของข้อเข่าเสื่อม แบ่งออกเป็น ๕ ระยะ

ระยะแรก จะเริ่มมีอาการตึงขัดข้อเข่า เมื่อมีการเปลี่ยนท่าทางหรือตื่นนอนตอนเช้า แต่ต้องสังเกตให้ดีนะคะว่าระยะเวลาของการตึงขัด จะต้องไม่เกิน 30 นาที หากมากกว่า 30 นาที ให้สงสัยว่าอาจจะเป็นโรครูมาทอยด์ได้

ระยะที่ 2 กระดูกอ่อนเริ่มมีการสึก และหนาตัวขึ้น เกิดกระดูกงอกเล็กน้อย เริ่มมีเสียงครืดคราดเกิดขึ้นในข้อเข่า จากการเสียดสีของกระดูกที่งอกเพิ่มขึ้น จะมีอาการตึงขัดมากขึ้น เริ่มมีอาการเจ็บปวดได้

ระยะที่ 3 บริเวณกระดูกอ่อนมีการสึกและเกิดกระดูกงอกมากขึ้น เกิดเสียงครืดคราดในข้อเข่าจากการเสียดสีของกระดูกงอกมากขึ้น มีการขัดและเจ็บบริเวณข้อเข่า เริ่มมีการจำกัดการเคลื่อนไหว ระยะนี้เริ่มมีอาการเข่าหลวมจากเอ็นรอบข้อเข่ายืด กล้ามเนื้อมีความแข็งแรงลดลง ทำให้ความมั่นคงและความคล่องตัวลดลง ขณะทำกิจกรรมรู้สึกติดขัด ฝืดแข็ง ไม่สามารถทำได้เต็มที่

ระยะที่ 4 ข้อเข่าหลวมมากขึ้น จะเริ่มเห็นมีการผิดรูปของข้อเข่า คือมีลักษณะเข่าโก่ง, เข่าแอ่น หรือเข่าชนกัน ทำให้เกิดความไม่มั่นคงขณะยืน เดิน มีการจำกัดการเคลื่อนไหวเพิ่มขึ้น ทั้งด้านงอและเหยียด มีอาการเจ็บปวด ฝืดขัดมากขึ้น ในระยะนี้กำลังกล้ามเนื้อหน้าเข่าจะอ่อนแรงลงประมาณ 40 % ทำให้ผู้ป่วยเกิดการล้มได้ง่าย

ระยะสุดท้ายนี้จะเห็นการผิดรูปของข้อเข่าค่อนข้างมาก เกิดความไม่มั่นคงของข้อเข่า ผู้ป่วยจะเดินโยกไปมาเคลื่อนไหวช้า เปลี่ยนท่าทางได้ช้า ทำกิจกรรมต่างๆ ลำบาก กำลังกล้ามเนื้อหน้าเข่าลดลงมากกว่า 40 % ทำให้ระยะนี้ผู้ป่วยเกิดความลำบากในการใช้งานอย่างมาก จึงมักไม่เคลื่อนไหวหรือออกกำลัง ทำให้เกิดความเสื่อมได้เร็วเพิ่มขึ้น

การรักษา โดยทั่วไป ผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมในระยะแรก จะเน้นให้เคลื่อนไหวให้มาก เปลี่ยนที่ทางให้บ่อย และสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้ตามปกติ

ในระยะกลาง ๆ จะเน้นให้ผู้ป่วยออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบข้อเข่า

ในระยะสุดท้าย เมื่อผู้ป่วยไปพบแพทย์ แพทย์อาจพิจารณาให้เข้าผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม

เมื่อไรควรผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม

  1. ผู้ป่วยที่มีอาการข้อเข่าเสื่อมในระยะสุดท้าย
  2. ผู้ป่วยที่มีอาการปวดข้อเข่า จนรบกวนชีวิตประจำวัน หรือผู้ป่วยที่ต้องทานยาแก้ปวดมาแล้วเป็นเวลานาน

การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม มี 2 รูปแบบ

    1. แบบเปลี่ยนผิวข้อเฉพาะบางส่วน ทดแทนผิวข้อที่สึกเพียงด้านหนึ่ง ส่วนมากพบในผู่ป่วยที่มีอาการปวดเข่าด้านใน

    1. แบบเต็มข้อ ใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการของข้อเข่าเสื่อมรุนแรง ข้อโก่งผิดรูปมาก

การรักษาทางกายภาพบำบัด สำหรับผู้ป่วยผ่าตัดข้อเข่าเทียม

    • หลังจากที่ผู้ป่วยได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมมาแล้ว ในระยะแรกก่อนที่จะตัดไหม ผู้ป่วยสามารถขยับเข่า งอ เหยียดเบาๆ น้อย ๆ ได้เท่าที่จะทำได้ ไม่ต้องฝืน การขยับเบาๆ จะช่วยให้บาดแผลตึงลดลง อาการปวด บวมก็จะลดลงด้วย
    • หลังจากที่ผู้ป่วยตัดไหม บริเวณแผลผ่าตัดแล้ว (ประมาณ ๗ วัน หลังจากผ่าตัด) จะยังเห็นอาการ บวม แดง ร้อน บริเวณแผลผ่าตัดอยู่ สามารถทำการขยับ งอ เหยียดเข่าได้มากขึ้นเท่าที่ทำได้ คือ เท่าที่ตึงมาก แต่ต้องไม่เจ็บปวดมาก โดยพยายามทำบ่อย ๆ จะทำให้ความตึงตัวบริเวณแผลลดลง และสามารถฝึกกำลังกล้ามเนื้อหน้าเข่าได้ โดยพยายามเกร็งกล้ามเนื้อหน้าเข่า กดเข่าลงกับเตียง ค้างไว้ 5-10 วินาที แล้วผ่อน 10 ครั้ง/รอบ วันละ 3-4 รอบ เราสามารถเช็คว่า เราทำถูกหรือไม่ โดยขณะเกร็งเข่า ลองจับลูกสะบ้าขยับดู หากขยับได้ แสดงว่าทำยังไม่ถูกต้อง
    • พยายามกดคลึงบริเวณรอบ ๆ แผลผ่าตัด เพื่อให้พังผืดนิ่มตัวขึ้น โดยอาจทำก่อนการออกกำลังกาย หรือ ทำสลับกับการงอ เหยียดเข่าได้
    • หลังจากที่อาการบวมแดงรอบๆ แผลผ่าตัดลดลง หรือ หายไป (ประมาณ 1 เดือน หลังผ่าตัด) ให้พยายามงอเข่าเพิ่มขึ้นได้อีก โดยสามารถออดแรงกดเข่าให้งอเข้าได้แรงขึ้นตามความสามารถหรือ ความทนทานของผู้ป่วย ถ้าสามารถงอได้ดี ให้พยายามงอเพิ่มขึ้น โดยใช้มือข้างหนึ่งสอดใต้เข่า มืออีกข้างกดเข่าให้งอ ดังรูป

    • ออกกำลังกายโดยกายใช้ถุงทรายใส่บริเวณข้อเท้า (อาจเริ่มที่ 1 กิโลกรัม และสามารถเพิ่มขึ้นได้ตามความสามารถของผู้ป่วย) นั่งเก้าอี้หรือนั่งบนเตียง ห้อยขาลง ดังรูป พยายามเกร็งเยียดเข่าให้สุด ค้างไว้ 10 วินาที ผ่อนลง ทำ 10-30 ครั้ง/รอบ วันละ 3-4 รอบ และสามารถเพิ่มจำนวนครั้ง/รอบ ได้ตามความสามารถ

  • หลังจากหายดีแล้ว สามารถใช้งานได้ใกล้เคียงกับอีกข้างหนึ่ง ผู้ป่วยยังคงต้องออกกำลังกาย เพื่อเพิ่มกำลังกล้ามเนื้อรอบเข่าอย่างสม่ำเสมอนะคะ

ที่มาภาพ (1),(2) http://www.thaijoints.com/?page_id=21

ที่มาภาพ (3),(4)  http://www.pt.mahidol.ac.th    จากบทความเรื่อง รู้เท่าทัน ปัญหาข้อเข่า

เขียนโดย กภ. เยาวภา ใจรักดี

One thought on “ข้อเข่าเทียมกับกายภาพบำบัด

  1. คุณแม่ อายุ 70 ปี สูง 154 ซม. หนัก 68 กก. เป็นเบาหวาน ความดัน และหลอดเลือดสมองตีบประมาณ 30% จะผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมข้างขวา (ลูกๆอยากให้ผ่าพร้อมกันทั้งสองข้าง แต่คุณหมอให้ผ่าทีละข้างค่ะ) อยากถามว่า หลังจากผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม ระหว่าง 1 สัปดาห์ที่รพ. ผู้ป่วยนอนบนเตียงอย่างเดียวหรือเปล่าคะ? หลังจากออกจากรพ. 1 เดือนก็ยังคงทำกายภาพบนเตียง หรือผู้ป่วยจะสามารถฝึกลุกเดินได้เมื่อไหร่คะ? คิดว่าจะให้คุณแม่ไปอยู่สถานที่พักฟื้น และให้เจ้าหน้าที่ช่วยในเรื่องกายภาพ(บนเตียง) หรือควรจะพาคุณแม่ไปรพ. เผื่อใช้อุปกรณ์ เครื่องมือกายภาพโดยเฉพาะดีคะ? ขอบคุณค่ะ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *