ผู้สูงอายุกับภาวะสมองเสื่อม

  • อะไรจะเปลี่ยนแปลงไปบ้างเมื่อเราก้าวเข้าสู่วัยสูงอายุ ?

“ผู้สูงอายุ” หมายความว่า บุคคลซึ่งมีอายุเกิน 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป และมีสัญชาติไทย เมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุจะมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในหลายด้าน บางคนอาจจะเกิดก่อนก้าวเข้าวัยสูงอายุเล็กน้อย ซึ่งความเปลี่ยนแปลงที่เกิดแบ่งเป็นหัวข้อหลัก ๆ 3 ด้าน ได้แก่

  1. ความเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ หรือการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกาย

ที่เห็นได้ชัด คือ ผิวหนังเหี่ยวย่น ข้อต่อต่าง ๆ ไม่ยืดหยุ่นเหมือนตอนหนุ่มสาว ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อลดลงทำให้แรงน้อยลง กระดูกเสื่อมข้อเสื่อม กระดูกพรุนส่งผลให้ส่วนสูงลดลง ระบบรับความรู้สึกต่าง ๆ เสื่อมลง สายตายาว หูตึงไม่ค่อยได้ยินเสียง การรับรู้กลิ่นและรสลดลง โดยเฉพาะความเสื่อมทางด้านระบบประสาทและสมอง ที่ส่งผลต่อการคิด ความรู้และความเข้าใจ

  1. ความเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคม

เมื่อก้าวสู่วัยสูงอายุอาจมีปัญหาการเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม เนื่องด้วยข้อจำกัดต่าง ๆ เช่น กลุ่มเพื่อนที่เคยมีอาจต่างอยู่กับครอบครัวตนเอง หรือบางส่วนอาจเสียชีวิตจากกันไป ดังนั้นสังคมของผู้สูงอายุส่วนมากก็จะอยู่กับครอบครัวตนเอง เลี้ยงหลานอยู่บ้าน ทำกิจกรรมที่วัด และกิจกรรมผู้สูงอายุในชุมชน

  1. ความเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตใจ

ความเสื่อมทางร่างกายที่เกิดขึ้นย่อมส่งผลกระทบต่อผู้สูงอายุ จากเดิมที่เคยทำกิจกรรมในชีวิตเองกลับทำอะไรช้าลง หรือต้องพึ่งพาผู้อื่นมากขึ้น การสูญเสียคู่ชีวิต เพื่อน หรือญาติคนสนิท นอกจากนี้การสูญเสียรายได้และสถานะทางสังคมหลังจากผู้สูงอายุเกษียณอายุการทำงาน ยังส่งผลกระทบที่ทำให้ผู้สูงอายุต้องปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

 

  • สมองเสื่อมกับผู้สูงอายุ

เมื่อพูดถึงผู้สูงอายุ สิ่งที่หลาย ๆ คนอาจจะนึกถึงคือความเสื่อมของร่างกาย อาการหลงลืมหรือสมองเสื่อม เป็นเพราะว่า ผู้สูงอายุทุกคนมีความเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อม ในประเทศไทยพบว่า ผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป มีภาวะสมองเสื่อมถึงร้อยละ 12.4 โดยพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย (ร้อยละ 15.1 และ 9.8 ตามลำดับ) และพบว่า เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น ความชุกของภาวะสมองเสื่อมก็เพิ่มมากขึ้นด้วย โดยในช่วงอายุ 60 – 69 ปี พบร้อยละ 7.1, ช่วงอายุ 70 – 79 ปี ร้อยละ 14.7 และอายุ 80 ปีขึ้นไป ร้อยละ 32.5(2)

 

  • สมองเสื่อมคืออะไร แล้วส่งผลต่ออะไรบ้าง ?

สมองเสื่อมคืออาการต่าง ๆ ที่เกิดจากการทำหน้าที่ที่ผิดปกติไปของสมอง อันเกิดจากสมองทำงานเสื่อมลง อาจเสื่อมด้วยอายุที่มากขึ้น พันธุกรรม หรืออาจเสื่อมจากโรคต่าง ๆ เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง โดยเฉพาะในส่วนที่ไปเลี้ยงสมองอาจมีไขมันสะสมในเส้นเลือดทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองน้อยลง การดื่มสุราเรื้อรัง การบาดเจ็บทางสมอง โรคซึมเศร้า หรือโรคทางระบบประสาท เช่น พาร์กินสัน เป็นต้น ส่งผลต่อปัญหาด้านต่าง ๆ ที่เห็นได้ชัด คือ

  1. ทักษะความจำ, ความตั้งใจและสมาธิ (Memory, Attention and Concentration)

ความจำ(Memory) เป็นกระบวนการรับ เก็บ และเรียกข้อมูลกลับมาใช้เมื่อต้องการ แบ่งได้หลายแบบ ในที่นี้จะกล่าวถึงการแบ่งตามระยะเวลาการเก็บข้อมูล ได้แก่ ความจำระยะสั้น (Short-term memory) เป็นความจำที่ใช้เวลาในการเก็บข้อมูลสั้น ประมาณ 30 – 60 วินาที มักคงอยู่สั้น ๆ และความจำระยะยาว (Long-term memory) เป็นความจำที่ใช้ระยะเวลาเก็บมากกว่า 1 นาทีขึ้นไป คงอยู่ได้นาน แต่ถ้าหากไม่ได้ดึงมาใช้ก็จะค่อย ๆ หายไป(4)

ความตั้งใจและสมาธิ (Attention and Concentration) “ความตั้งใจ” เป็นความสามารถในการจดจ่อต่อสิ่งหนึ่ง หรือกิจกรรมหนึ่งโดยไม่วอกแวก ส่วน “สมาธิ” คือความสามารถในการคงความตั้งใจไว้เป็นเวลานาน หากขาดทั้งสองจะส่งผลต่อศักยภาพด้านการจำ หรือทักษะด้านอื่น ๆ ด้วย(5)

  1. ทักษะด้านการรับรู้และความรู้ความเข้าใจ (Perception & Cognition)

การรับรู้ (Perception) หมายถึง ความสามารถในการแปลผลสิ่งเร้าจากการรับความรู้สึก ได้แก่ การมองเห็น การได้ยิน การสัมผัส การดมกลิ่น การรับรส และการเคลื่อนไหวให้เป็นข้อมูล และใช้ข้อมูลนั้นออกมาเป็นการกระทำอย่างเหมาะสมกับสิ่งแวดล้อม(5)

ความรู้ความเข้าใจ (Cognition) เป็นกระบวนการที่มีการรับข้อมูลผ่านการรับรู้ เรียนรู้ และมีการวิเคราะห์ข้อมูลส่งต่อไปเก็บเป็นความจำ ซึ่งความจำจะจัดว่าอยู่ในทักษะด้านนี้ด้วย รวมทั้งกระบวนการนำมาใช้ การตัดสินใจ การแก้ปัญหาต่าง ๆ และการปรับตัวให้เหมาะสมกับความต้องการของสิ่งแวดล้อม(5)

ยกตัวอย่างเช่น เราเดินบนถนนแล้วมองเห็นหลุมอยู่ด้านหน้า การรับรู้ของเราคือเรารับรู้ผ่านภาพ ว่ามีภาพหลุมด้านหน้า มีการกะระยะว่าหลุมอยู่ไกลและกว้างแค่ไหน แล้ววิเคราะห์ผ่านทักษะด้านความรู้ความเข้าใจทำความเข้าใจว่าภาพด้านหน้าคือหลุม การกระทำคือเราก็จะเดินข้ามไป

  1. ทักษะด้านการบริหารจัดการ เช่น การวางแผน การจัดการ และลำดับขั้นตอนต่าง ๆ (Executive functions)

เป็นทักษะด้านความรู้ความเข้าใจขั้นสูง หมายถึง หน้าที่ด้านการปรับและควบคุมตนเอง เพื่อใช้ในการกำหนดทิศทางและจัดระเบียบพฤติกรรม ประกอบไปด้วยทักษะต่าง ๆ ที่ช่วยให้ทำกิจกรรมได้ เช่น ทักษะการเริ่มต้นทำกิจกรรม การวางแผน การตัดสินใจ การเลือกเป้าหมาย การจัดระเบียบ การแก้ไขปัญหา ฯลฯ(6)

ยกตัวอย่างจากกรณีเดินเจอหลุม หากเราเจอปัญหาว่าหลุมใหญ่เกินจะเดินข้าม ก็จะเริ่มมีการคิดแก้ปัญหาว่าจะทำอย่างไรดี วางแผนและตัดสินใจจากประสบการณ์เก่า ผลออกมา คือ เราอาจจะกระโดดข้ามหรือเดินหลบไปอีกทาง

  1. การสื่อสารหรือการเข้าใจคำศัพท์ (Language difficulties)

ผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อมจะค่อย ๆ สูญเสียทักษะในการสื่อสารและการเข้าใจคำศัพท์ โดยเริ่มแรกอาจจะลืมชื่อบุคคลหรือสถานที่ ต่อมาจะมีปัญหาเรื่องการใช้สรรพนามต่าง ๆ จนในที่สุดจะมีปัญหาในการสื่อสาร การพูด อาจพูดซ้ำไปมาหรือพูดสั้น ๆ แค่ 1 – 2 คำ มีความยากลำบากในการเขียน การอ่าน การคำนวณ(7)

  1. การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ พฤติกรรม และบุคลิกภาพ

ปัญหาด้านการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ พฤติกรรม เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อม โดยพบมากกว่าร้อยละ 60 การเปลี่ยนแปลงที่พบ อาจพบว่ามีอาการต่าง ๆ เช่น เศร้าหมอง วิตกกังวล ขาดความกระตือรือร้น มีความนับถือตนเองลดลง หรืออาการทางจิตเวช เช่น ซึมเศร้า หลงผิด ประสาทหลอน เป็นต้น ซึ่งส่งผลทำให้บุคลิกภาพเปลี่ยนแปลงไปจากก่อนหน้านี้(8)

 

  • วิธีชะลอความเสื่อมของการรับรู้และความคิดความเข้าใจ
  1. การส่งเสริมและกระตุ้นทักษะด้านการรับรู้และความคิดความเข้าใจ เพื่อชะลอความเสื่อมของสมอง

การส่งเสริมทักษะด้านการรับรู้และความคิดความเข้าใจในผู้สูงอายุ นอกจากจะส่งเสริมด้านความจำแล้ว ควรส่งเสริมทักษะด้านความตั้งใจและสมาธิอีกด้วย เพราะทักษะด้านนี้จะส่งผลต่อการรับรู้และความคิดความเข้าใจด้านอื่นๆ  อาจฝึกโดยการทบทวนซ้ำ ๆ เมื่อต้องการจดจำ การออกกำลังกายสมอง (Brain gym) เพื่อเป็นการบริหารสมอง การเล่นเกมเปิดแผ่นป้ายส่งเสริมความจำ เกมจัดหมวดหมู่สิ่งของที่คละกันส่งเสริมสมาธิ เกมเรียงลำดับเหตุการณ์ฝึกคิดเรียงลำดับ เกมจับคู่ เกมหาสิ่งของในภาพฝึกสังเกตและการแยกแยะภาพ การเล่นหมากรุก ไพ่นกกระจอก หรือเกม Puzzle ต่าง ๆ ส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหา เป็นต้น(9)

รูปที่ 1 เกมส่งเสริมทักษะด้านการรับรู้และความคิดความเข้าใจ

 

รูปที่ 2 เกมส่งเสริมทักษะด้านการรับรู้และความคิดความเข้าใจ

 

รูปที่ 3 เกมส่งเสริมทักษะด้านการรับรู้และความคิดความเข้าใจ

 

นอกจากจะส่งเสริมทักษะด้านการรับรู้และความคิดความเข้าใจโดยตรงแล้ว อาจใช้วิธีป้องกันการลืม เช่น การจัดระเบียบหรือจัดหมวดหมู่ของในบ้าน เพื่อให้ง่ายต่อการหยิบใช้และจดจำ จัดให้อยู่ในที่เห็นชัด เหมาะสม หรือการใช้อุปกรณ์ช่วยจำ เช่น การใช้สมุดจดบันทึก ทำตารางชีวิต การใช้ตลับยาที่แบ่งเป็นวันหรือเป็นมื้อ(9)

  1. กิจกรรมทางกาย ส่งเสริมกิจกรรมที่เป็นการใช้ร่างกาย หรือการออกกำลังกายที่ไม่หนักจนเกินไป เช่น การออกกำลังกายยืดเหยียดกล้ามเนื้อ การออกกำลังกายในน้ำ การเดินเล่นในสวนสาธารณะ ไทเก๊ก แอโรบิกสำหรับผู้สูงอายุ การทำสวน เป็นต้น(9)
  2. กิจกรรมทางสังคม เน้นการมีส่วนร่วมในสังคม เพื่อคงไว้ซึ่งสถานภาพทางสังคม ทำให้ผู้สูงอายุไม่รู้สึกโดดเดี่ยว ส่งเสริมความภาคภูมิใจในตนเอง และมองเห็นคุณค่าในชีวิต นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมในเรื่องความจำ และการใช้ความคิดอีกด้วย กลุ่มกิจกรรมที่ควรส่งเสริม เช่น กลุ่มผู้สูงอายุในชุมชน กลุ่มงานฝีมือหรือการประดิษฐ์สิ่งของ กลุ่มออกกำลังกาย ทัศนศึกษานอกสถานที่ กลุ่มทางศาสนา นั่งสมาธิ การสนทนาธรรม สภากาแฟ หรือการบำเพ็ญประโยชน์ต่าง ๆ เป็นต้น(9)

รูปที่ 4 กลุ่มงานประดิษฐ์

รูปที่ 5 กลุ่มทำอาหาร

  1. กิจกรรมที่เกี่ยวกับการทำงานหรืองานอดิเรก เช่น การค้าขาย การวาดภาพ เล่นดนตรี ร้องเพลง อ่านหนังสือ การพิมพ์อักษรหรือพิมพ์ดีด เป็นต้น
  2. ปรับสิ่งแวดล้อมที่บ้านให้ปลอดภัย ผู้สูงอายุที่มีปัญหาด้านการรับรู้และความคิดความเข้าใจมีความเสี่ยงต่อการล้มมากกว่าผู้สูงอายุสุขภาพดี การปรับสิ่งแวดล้อมที่บ้านจึงมีความจำเป็น เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงต่อการหกล้ม หรือเกิดอันตรายต่าง ๆ เช่น การใช้แผ่นกันลื่นบริเวณที่มีน้ำขังหรือในห้องน้ำ ติดตั้งราวจับในจุดและความสูงที่เหมาะสม ใช้ส้วมชนิดชักโครก การใช้ที่ช่วยจับหม้อหรือกระทะร้อนๆทุกครั้ง ป้องกันการโดนลวก การติดสติ๊กเกอร์หรือจมูกบันไดที่เห็นสีชัดเจน ป้องกันการพลัดตกเพราะไม่เห็นขอบบันได เพิ่มแสงไฟให้ทั่วถึงภายในบ้าน การจัดสิ่งของหรือเฟอร์นิเจอร์ให้เป็นระเบียบไม่ขัดขวางทางเดิน การปรับส่วนที่เป็นพื้นต่างระดับให้มีน้อยที่สุด การติดสลากสิ่งของที่ใช้เป็นประจำ เช่น เกลือ น้ำตาล ฯลฯ(9)
  3. รับประทานอาหารบำรุงสมอง และลดความเสียงต่อโรคสมองเสื่อม ได้แก่

รับประทานอาหารที่มีกรดโฟลิก วิตามินบี 6 และวิตามินบี 12 (Folic Acid, Vitamin B6 และ Vitamin B12) จะช่วยควบคุมระดับกรดอะมิโนโฮโมซีสตีน (Homocysteine) ซึ่งกรดอะมิโนโฮโมซีสตีนนี้หากมีระดับที่มากเกินไป จะมีผลต่อการเกิดภาวะหลอดเลือดอุดตัน และโรคความเสื่อมต่าง ๆ อาหารที่มีกรดโฟลิก และวิตามินบี 6 ได้แก่ แครอท ฟักทอง กล้วย ธัญพืชไม่ขัดสี ผักสีเขียวเข้ม ถั่วต่าง ๆ ไข่แดง เนื้อสัตว์ ตับ สัตว์ปีก และอาหารทะเล ส่วนวิตามินบี 12 มีมากในเนื้อสัตว์ ไข่ และนม

รับประทานอาหารชนิดเมดิเตอร์เรเนียน เป็นอาหารของกลุ่มประเทศรอบ ๆ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เช่น กรีซ อิตาลี สเปน ฯลฯ จะเป็นอาหารที่เน้นผัก ผลไม้ทั้งผล ไขมันจากน้ำมันมะกอกซึ่งมีไขมันอิ่มตัวน้อย คาร์โบไฮเดรตที่ไม่ผ่านการขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท และธัญพืชต่าง ๆ โปรตีนจากเนื้อปลา หรือเนื้อสัตว์อื่น ๆ เล็กน้อย พบว่า ลดการเกิดโรคสมองเสื่อม และชะลอการเกิดโรคสมองเสื่อมได้ (2) นอกจากนี้ควรเลือกอาหารที่มีใยอาหาร (Fiber) มาก และเลี่ยงอาหารประเภททอด อาหารที่มีลดเค็ม แอลกอฮอล์ และคาเฟอีน(9)

  1. การช่วยทำกิจกรรมในผู้สูงอายุที่มีปัญหาการรับรู้และความคิดความเข้าใจ ในกิจกรรมที่ทำควรคำนึงถึงความสามารถ และความสนใจของผู้สูงอายุเป็นหลัก ให้เน้นขั้นตอนในการทำกิจกรรมไม่เน้นผลของกิจกรรม กิจกรรมที่ทำควรเห็นภาพชัดเจน เข้าใจง่าย ไม่สร้างความตึงเครียดมากเกินไป ผู้สูงอายุอาจทำไม่ได้ในบางขั้นตอน ให้ผู้ดูแลช่วยทำ หรือปรับเปลี่ยนให้ง่ายขึ้นโดยการลดขั้นตอน และความซับซ้อนลง กระตุ้นให้ผู้สูงอายุทำกิจกรรม และให้คำชมเป็นระยะ ไม่ควรตำหนิเมื่อทำผิดพลาด แต่ให้คำแนะนำ หรือช่วยเหลือแทน

เรียบเรียงโดย ก.บ. ศศิชา จันทร์วรวิทย์

เอกสารอ้างอิง

  1. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.). พระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ.2546. กรุงเทพฯ: เจ. เอส. การพิมพ์ ;2547 มีนาคม.
  2. มุกดา หนุ่ยศรี. การป้องกันภาวะสมองเสื่อม. วารสารพยาบาลตำรวจ 2559;8:227-240.
  3. Spector A, Orrell M, Hall L. Systematic review of neuropsychological outcomes in dementia from cognition-based psychological interventions. Dement Geriatr Cogn Disord. 2012 October 2; 34:244–255
  4. พีรยา มั่นเขตวิทย์. บทที่ 5 การบำบัดรักษาปัญหาด้านความรู้ความเข้าใจ. ใน: พีรยา มั่นเขตวิทย์, บรรณาธิการ. การบำบัดรักษาทางกิจกรรมบำบัดสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องของการรับรู้และความเข้าใจ. เชียงใหม่: หจก.ดาราวรรณการพิมพ์ ;2551.94-150
  5. พีรยา มั่นเขตวิทย์. บทที่ 1 ทฤษฎีพื้นฐานและวิธีการที่ใช้ในการบำบัดรักษาปัญหาด้านการรับรู้และความรู้ความเข้าใจ. ใน: พีรยา มั่นเขตวิทย์, บรรณาธิการ. การบำบัดรักษาทางกิจกรรมบำบัดสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องของการรับรู้และความเข้าใจ. เชียงใหม่: หจก.ดาราวรรณการพิมพ์ ;2551.1-24
  6. พีรยา มั่นเขตวิทย์. บทที่ 6 การบำบัดรักษาปัญหาด้านความรู้ความเข้าใจขั้นสูง. ใน: พีรยา มั่นเขตวิทย์, บรรณาธิการ. การบำบัดรักษาทางกิจกรรมบำบัดสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องของการรับรู้และความเข้าใจ. เชียงใหม่: หจก.ดาราวรรณการพิมพ์ ;2551.151-178
  7. เพื่อนใจ รัตตากร. บทที่ 9 การบำบัดรักษาปัญหาด้านความรู้ความเข้าใจในผู้มีภาวะสมองเสื่อม. ใน: พีรยา มั่นเขตวิทย์, บรรณาธิการ. การบำบัดรักษาทางกิจกรรมบำบัดสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องของการรับรู้และความเข้าใจ. เชียงใหม่: หจก.ดาราวรรณการพิมพ์ ;2551.217-238
  8. กอบหทัย สิทธิรณฤทธิ์ พบ. ปัญหาด้านพฤติกรรมอารมณ์และจิตใจ ในผู้ป่วยสมองเสื่อม (BPSD): แนวคิด และการรักษา. วารสารสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย 2554;56(4):499-462.
  9. เพื่อนใจ รัตตากร. บทที่ 8 การบำบัดรักษาปัญหาด้านความรู้ความเข้าใจในผู้สูงอายุ. ใน: พีรยา มั่นเขตวิทย์, บรรณาธิการ. การบำบัดรักษาทางกิจกรรมบำบัดสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องของการรับรู้และความเข้าใจ. เชียงใหม่: หจก.ดาราวรรณการพิมพ์ ;2551.197-216

One thought on “ผู้สูงอายุกับภาวะสมองเสื่อม

  1. คุณยายค่ะอายุ80ปี
    แกหลงลืมชอบออกไปนอกบ้านทำอย่างไรถึงจะช่วยให้แกดีขึ้นได้บ้างคะ จำแต่สิ่งที่เป็นอดีต สิ่งที่เคยทำชีวิตประจำวัน ถ้าพูดจะรับรู้แค่ประมาณ1-2นาทีก็จะลืม
    1.ถ้าเรามัดหรือขังแกไว้ จะทำให้มีอาการเป็นหนักกว่าเดิมไหม
    2.น้าที่ชอบเอานอนหลับให้แกทานเวลาไม่อยู่บ้านมีส่วนไปทำลายระบบสมองแกไหมคะ
    3.ถ้าพาไปพบหมอจะมีทางหาบไหมคะ เพราะพึ่งเป็นได้ไม่นาน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *