สอนลูกอย่างถูกวิธีด้วย Positive discipline

ผู้ปกครองหลาย ๆ ท่านคงเคยประสบปัญหา สอนลูกแต่ลูกต่อต้านไม่เชื่อฟัง  ไม่รู้ว่าจะจัดการพฤติกรรมลูกอย่างไรดีเมื่อลูกทำผิด  ลูกเถียงแบบไม่มีเหตุผล  หรือทันทีที่ลูกทำผิดจะแสดงท่าทางกลัวมาก ก้มหน้า ไม่กล้าสบตา ไม่ว่าจะเป็นการแสดงออกทางการต่อต้าน หรือการเถียงด้วยเหตุผลต่าง ๆ นานา เพื่อไม่ให้ตนเองมีความผิด  หรืออาการไม่มั่นใจ ไม่กล้าเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ ๆ กลายเป็นเด็กที่ไม่มีความมั่นใจในตนเอง พฤติกรรมเหล่านี้อาจเกิดขึ้นได้ทั้งในเด็กปกติและเด็กที่มีพัฒนาการล่าช้า  แต่จะดีกว่าหรือไม่ หากผู้ปกครองรู้วิธีการจัดการ เพื่อลดโอกาสที่เด็กจะแสดงพฤติกรรมเหล่านี้

และวันนี้นักกิจกรรมบำบัดขอแนะนำเทคนิคง่าย ๆ ที่จะช่วยให้ผู้ปกครองจัดการพฤติกรรมลูกได้อยู่หมัด ด้วยการสอนลูกด้วยวินัยเชิงบวก หรือ Positive discipline ค่ะ

Positive discipline คืออะไร ?

Positive discipline หรือการสอนวินัยเชิงบวก คือ หลักการสอนให้รู้ การชี้นำ หรือการทำให้เห็นเป็นแบบอย่าง เพื่อให้เด็กรู้ว่าสิ่งใดที่ทำได้ และเป็นที่ยอมรับในสังคมในทางที่สร้างสรรค์  การสอนเป็นพื้นฐานของการเรียนรู้ การวางแผนในการจัดการพฤติกรรมเด็กที่เกิดขึ้น เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

แตกต่างจากการฝึกระเบียบวินัยอย่างเข้มงวดอย่างไร ?

อย่างที่ทราบกันแล้วว่า การสอนวินัยเชิงบวกนั้นจะเน้นหลักการสอน ไม่บังคับ  แต่การสอนวินัยหรือการฝึกระเบียบวินัยอย่างเข้มงวดนั้น มักจะใช้วิธีการควบคุม การบังคับหรือออกคำสั่งให้ทำ เพื่อให้เด็กแสดงพฤติกรรมที่เป็นที่ต้องการ และอาจมีการลงโทษ เมื่อเด็กทำพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ไม่เป็นที่ต้องการหรือไม่เป็นที่ยอมรับของคนในสังคม ทั้งทางร่างกายหรือจิตใจ

แต่ผู้ปกครองควรทำความเข้าใจก่อนว่า การที่เด็กแสดงพฤติกรรมต่อต้านเมื่อเขาทำผิดนั้น เป็นการแสดงออกเพื่อปกป้องตัวเองจากผลของการกระทำที่ผิด ในตอนนั้น เด็กอาจรู้ตัวแล้วว่าทำผิด และอาจรู้ด้วยว่าจะเกิดผลอะไรขึ้นจากเหตุการณ์นั้น ๆ เช่น จะโดนดุ โดนต่อว่า หรือโดนทำโทษ  มีงานทดลองหนึ่งชี้ให้เห็นว่าเด็กแสดงพฤติกรรมโกหก เมื่อรู้ว่าตนเองจะโดนลงโทษ (1)  ดังนั้นเด็กจึงอาจเลือกปกป้องตนเองจากการโดนดุ โดยการเถียงหรือโกหก เพื่อให้ตนเองรอดพ้นจากความผิดนั้น ๆ

การฝึกระเบียบวินัยอย่างเข้มงวด โดยเน้นการลงโทษทางร่างกาย เช่น การตี หรือทางจิตใจ เช่น การพูดทำร้ายจิตใจ มักไม่ได้ผลในระยะยาว  คุณพ่อคุณแม่อาจเห็นว่าทันทีที่ลงโทษเด็ก เด็กอาจหยุดพฤติกรรมได้โดยทันทีก็จริง แต่เด็กจะไม่ได้เรียนรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นว่าควรจัดการกับอารมณ์หรือพฤติกรรมตนเอง หรือไม่ได้เรียนรู้ในการซื่อสัตย์ต่อตนเอง (2)  และที่สำคัญอาจเป็นการสร้างบาดแผลทางจิตใจให้แก่เด็ก (3)

การสอนวินัยเชิงบวกสามารถช่วยให้เด็กไม่เกิดพฤติกรรมดังกล่าวได้อย่างไร ?

เมื่อเราเข้าใจแล้วว่าการที่เด็กแสดงพฤติกรรมดังกล่าว เกิดจากกลไกการปกป้องตนเอง (4) การสอนวินัยเชิงบวกจึงเข้ามาส่วนช่วยในด้านของการทำให้เด็กรู้วิธีการจัดการปัญหา หรือพฤติกรรมตนเองที่เกิดขึ้น โดยอาศัยการสื่อสารของผู้ปกครองเป็นสื่อที่ช่วยสอน และชี้นำให้เด็กแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสม คอยสนับสนุนเด็กในทุก ๆ พฤติกรรมที่เป็นที่ยอมรับในสังคม (5)

 เทคนิคการสอนวินัยเชิงบวก

  • สร้างสัมพันธภาพที่ดี

สัมพันธภาพเป็นสิ่งแรกที่ไม่ควรมองข้าม เป็นที่สำคัญที่สุดภายในครอบครัว คุณพ่อคุณแม่จะสอนวินัยเชิงบวกแก่ลูกได้ ควรที่จะมีสัมพันธภาพที่ดีกับลูกก่อน เนื่องจากเด็กจะเรียนรู้ได้ดีเมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่เด็กรู้สึกปลอดภัย และไว้วางใจบุคคลนั้น ๆ (5)  ฉะนั้นแล้ว คุณพ่อคุณแม่ต้องแน่ใจก่อนว่าเด็กรู้สึกไว้วางไว้ที่จะเล่าหรือพูดคุยได้อย่างสบายใจ และกล้าเปิดเผยตนเองเมื่ออยู่ต่อหน้าคุณแม่          หากไม่เป็นเช่นนั้น ควรสานสัมพันธ์กับลูกให้เกิดสายสัมพันธ์ที่ดี ทำกิจกรรมร่วมกัน เปิดใจยอมรับและเข้าใจลูก ก่อนที่จะโมโหหรือดุลูกทันทีที่เกิดพฤติกรรมไม่เหมาะสม และไม่ควรคาดหวังมากเกินไปเกี่ยวกับความสามารถของเด็ก จะทำให้คุณพ่อคุณแม่เกิดช่วงเวลาที่ดีต่อกันกับลูกได้อย่างดีเยี่ยม

  • แยกให้ออก ระหว่าง “สั่ง” กับ “สอน”

สั่งและสอนต่างกันอย่างไร ? สั่ง คือการออกคำสั่งหรือควบคุมเด็ก ถึงแม้ว่าสิ่งนั้นจะไม่ใช่สิ่งที่เด็กต้องการ  สอน คือการให้หรือแบ่งปันความรู้ให้เกิดการคิด การเลียนแบบ จนเกิดการเรียนรู้ในสิ่งแวดล้อมที่เด็กที่รู้สึกปลอดภัย โดยไม่มีการบังคับหรือการฝืนใจเด็ก

การสอนที่ดี ในสถานการณ์ที่เด็กกำลังรู้สึกผิดหวังหรือล้มเหลว จะช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้และเติบโตไปอีกขั้น โดยผู้ปกครองต้องสร้างความไว้วางใจให้เด็กรู้สึกปลอดภัยที่จะเล่าเหตุการณ์ที่ล้มเหลวให้ฟัง จากนั้นแบ่งปันข้อมูล ความรู้ หรือประสบการณ์แก่เด็ก และให้การสนับสนุนเด็กในการแก้ไขหรือเติบโตจากสถานการณ์นั้น ๆ (5)

  • i-message (6)

หลักการพูดขึ้นต้นประโยคด้วยการพูดถึง “ตนเอง/ ฉัน” แทนการพูดถึง “เธอ” เป็นเทคนิคการพูดในสถานการณ์คับขัน เพื่อเลี่ยงการตำหนิ การปะทะทางอารมณ์ หรือกระทบกระเทือนใจอีกฝ่าย  การพูดถึงผู้อื่นก่อนในสถานการณ์ที่คับขัน มักแฝงไปด้วยอารมณตำหนิในแง่ลบ  ดังนั้นแล้วเมื่อลูกแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม แทนที่คุณพ่อคุณแม่จะพูดถึงลูกโดยทันที จึงควรจะใช้ประโยคที่ขึ้นต้นด้วย “คุณแม่/ คุณพ่อ …”

ตัวอย่างเช่น

  1. เมื่อลูกคนโตตีน้อง แทนที่จะพูดว่า “หนูตีน้องทำไม แม่ไม่ชอบเลยนะ” คุณแม่ควรพูดว่า “แม่รู้ว่าหนูไม่ชอบที่น้องมาแย่งของเล่น เรามาฝึกให้น้องรู้จักรอกันดีมั้ย”
  2. เมื่อลูกไม่ทันระวัง ปัดแก้วน้ำตกพื้น แทนที่จะพูดว่า “ทำไมลูกไม่ระวังเลย แก้วแตกหมดแล้วเนี่ย” คุณแม่ควรพูดว่า “แม่อยากให้หนูระมัดระวังมากขึ้นนะคะ เพราะแก้วอาจบาดหนูได้”
  • หลีกเลี่ยงการถามด้วยคำว่า “ทำไม”

การเริ่มต้นคำถามด้วยคำว่า “ทำไม” มักแฝงไปด้วยความรู้สึกคับข้องใจในสิ่งที่อีกฝ่ายทำ  ฉะนั้น แล้ว ทันทีที่ลูกทำผิดแล้วคุณพ่อคุณแม่พูดขึ้นต้นประโยคว่า “ทำไม” จะทำให้ลูกรู้สึกถูกตัดสินว่าผิดโดยทันที  หากเป็นไปได้ คุณพ่อคุณแม่ควรหลีกเลี่ยงคำถามที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า “ทำไม” ในสถานการณ์ที่ลูกทำผิด แต่ควรชวนกันคุยถึงสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างใจเย็น และเป็นลำดับที่เด็กเข้าใจได้ง่าย เปิดโอกาสให้เด็กได้เสนอความคิดหรือบอกความรู้สึกของตัวเอง พูดคุยกันถึงสาเหตุ ผลที่เกิดขึ้น ไปจนถึงช่วยกันคิดหาทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว และสิ่งที่เด็กควรเลือกทำเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดแบบนี้ขึ้นอีก

ทั้งนี้การใช้คำว่า “ทำไม” ในประโยคคำถามเอง ก็มีประโยชน์เช่นกัน คุณพ่อคุณแม่อาจใช้คำนี้ในประโยคชวนให้เด็กคิด เพื่อหาคำตอบในสิ่งต่าง ๆ เช่น “หนูลองคิดซิว่า ทำไมปลาถึงไม่มีขา” “ทำไมเราถึงต้องแปรงฟันทุกวัน” เป็นต้น

 

เรียบเรียงโดย ก.บ. สรัลยา งามจิตวงศ์สกุล

References:

  1. Talwar V, Arruda C, Yachison S. The effects of punishment and appeals for honesty on children’s truth-telling behavior. J Exp Child Psychol. 2015;130:209-17.
  2. Sege RD, Siegel BS, ABUSE CO, Committee on Psychosocial Aspects of Child and Family Health. Effective discipline to raise healthy children. Pediatrics. 2018;142(6).
  3. Parent J, McKee LG, Forehand R. Seesaw Discipline: The interactive effect of harsh and lax discipline on youth psychological adjustment. J Child Fam Stud. 2016;25(2):396-406.
  4. Cramer P, Shiner RL, Leahy RL, Vaillant GE, Helson R. Protecting the self: defense mechanisms in action. New York: Guilford Publications; 2006. 8.
  5. Durrant JE. Positive discipline: What it is and how to do it. 2nd Bangkok: Keen Media; 2011. p. 12-128.
  6. Ahmed AH. Transforming relationships through positive communication. Kurgu. 2019;27:206-19.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *