เดินมากๆแล้วปวดขาเกิดจากอะไรในผู้สูงอายุ

“ปวดขา เดินไกล ๆ ไม่ไหว ขอนั่งพักสักหน่อย ค่อยเดินตามไปนะ”

คุณเคยได้ยินผู้สูงอายุที่บ้านพูดแบบนี้หรือไม่ หลาย ๆ คนคงเคยสงสัยว่าเกิดจากสาเหตุอะไร ทำไมอายุมาก ๆ แล้วจึง ยืน-เดินนาน ๆ ไม่ค่อยไหวและมีอาการปวดขา ในบทความนี้เราจะมาคลายข้อสงสัยนี้และแนวทางการรักษากันครับ

โรคโพรงกระดูกสันหลังส่วนล่างตีบแคบหรือ lumbar spinal stenosis เป็น 1 ในโรคที่มีผลต่อการยืน เดิน และจำกัดกิจวัตรประจำวันในผู้สูงอายุ เกิดขึ้นจากโพรงกระดูกสันหลังส่วนล่างที่เป็นที่อยู่ของเส้นประสาทที่ลงไปเลี้ยงขาทั้ง 2 ข้างมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางลดลง ส่งผลให้เกิดการกดทับเส้นประสาทและมีอาการปวดขาเกิดขึ้น สามารถแบ่งสาเหตุการเกิดได้ 2 สาเหตุ คือ 1.เป็นมาแต่กำเนิด เช่น โรคคนแคระ และ 2.เกิดขึ้นภายหลัง เช่น เกิดจากภาวะความเสื่อม, สภาวะความเสื่อมร่วมกับการเป็นมาแต่กำเนิด, สภาวะหลังผ่าตัด, หลังการเกิดอุบัติเหตุ, กระดูกสันหลังเคลื่อน (spondylolisthesis) และจากสภาวะความผิดปกติระหว่างการสร้างและการสลายของกระดูก (1)

สาเหตุส่วนใหญ่ของโรคโพรงกระดูกสันหลังส่วนล่างตีบแคบเกิดจากความเสื่อมของข้อต่อกระดูกสันหลังส่วนล่าง โดยโครงสร้างของกระดูกสันหลังส่วนล่างทำหน้าที่รับน้ำหนักและเคลื่อนไหวร่างกายได้นั้นประกอบด้วยโครงสร้างหลัก 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1. หมอนรองกระดูกสันหลัง (intervertebral disc)         2. กระดูกสันหลัง (vertebral body) ระดับบนและล่างต่อกัน 3. ข้อต่อ facet และ 4. เส้นเอ็นภายในกระดูกสันหลัง (ligamentum flavum) โดยความเสื่อมสามารถเกิดที่ข้อต่อ facet หรือหมอนรองกระดูกสันหลังก่อนก็ได้ ซึ่งจะส่งผลต่อทั้ง 4 องค์ประกอบที่กล่าวข้างต้น ความเสื่อมของข้อต่อ facet เกิดขึ้นจากเยื่อหุ้มข้ออักเสบ ส่งผลให้ผิวข้อบางลงและข้อต่อ facet หลวม มีผลให้กระดูกสันหลังส่วนล่างเคลื่อนไหวมากกว่าปกติ ส่งผลให้หมอนรองกระดูกสันหลังถูกเร่งให้เกิดความเสื่อมตามมา โดยธรรมชาติเมื่อมีการเคลื่อนไหวมากกว่าปกติร่างกายจะสร้างแคลเซียมทำให้เกิดกระดูกงอก (osteophyte) ที่ตัวข้อต่อ facet รวมไปถึงปล้องกระดูกสันหลัง (vertebral body) ทำให้การเคลื่อนไหวลดลง ซึ่งการเกิดกระดูกงอกภายในตัวโพรงกระดูกสันหลังส่วนล่างนี้ส่งผลให้โพรงกระดูกสันหลังส่วนล่างแคบลง (2,3) ส่งผลให้หลอดเลือดแดงและดำรอบ ๆ รากประสาทถูกกดทับจากกระดูกงอกและทำให้การไหลเวียนเลือดผิดปกติ เป็นผลให้เส้นประสาทขาดเลือดจึงเกิดอาการปวดขาข้างที่เส้นประสาทถูกกดทับได้ (4,5)

โรคโพรงกระดูกสันหลังส่วนล่างตีบแคบสามารถพบในใครได้บ้าง

โรคโพรงกระดูกสันหลังส่วนล่างตีบแคบสามารถพบได้ในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป (6) และพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย (7)

อาการสำคัญในผู้ป่วยโรคโพรงกระดูกสันหลังส่วนล่างตีบแคบจะมีความสัมพันธ์กับการเคลื่อนไหวของหลังส่วนล่างเมื่ออยู่ในท่าแอ่นหลัง (lumbar extension) เช่น การยืน หรือเดิน จะเป็นการกระตุ้นอาการปวดขา ในขณะที่การก้มตัว (lumbar flexion) เช่น การนั่ง หรือนอนหงายชันขาขึ้น จะทำให้อาการปวดขาลดลง ซึ่งจะมีความแตกต่างจากสภาวะปวดหลังประเภทอื่น ๆ ที่อาการปวดจะถูกกระตุ้นจากการนั่งนาน

เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์หรือนักกายภาพบำบัด จะมีการซักประวัติและตรวจร่างกายทางคลินิกเพิ่มเติมอื่น ๆ จากที่กล่าวไปข้างต้นดังนี้ 1. มีอาการปวดขาหรือสะโพกขณะที่เดิน 2. อาการจะลดลงเมื่อโน้มตัวไปด้านหน้า เช่น เมื่อโน้มตัวไปด้านหน้าขณะที่ใช้รถเข็นในห้างสรรพสินค้า หรือการปั่นจักรยานในท่าโน้มตัวไปด้านหน้า 3. กำลังกล้ามเนื้อขาหรือการสัมผัสรับความรู้สึกจะผิดปกติขณะเดิน 4. ชีพจรบริเวณหลังเท้า (dorsalis pedis artery) เป็นปกติ 5. มีอาการอ่อนแรงของขาข้างที่เส้นประสาทถูกกดทับ 6. มีอาการปวดหลังส่วนล่าง (5,9) และ 7. มีความผิดปกติในการเดิน

การรักษาผู้ป่วยโรคโพรงกระดูกสันหลังส่วนล่างตีบแคบสามารถแบ่งการรักษาได้ 4 วิธี (10) ดังนี้

  1. การรักษาโดยไม่ใช้ยา เป็นการรักษาโดยประพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การลดน้ำหนัก การเลิกบุหรี่ เป็นต้น
  2. การรักษาด้วยยา เพื่อลดการอักเสบและอาการปวดจากเส้นประสาทที่ถูกกดทับ รวมไปถึงการฉีดยาเข้าไขสันหลัง (epidural injection)
  3. การรักษาโดยการผ่าตัด เพื่อลดการกดทับเส้นประสาทเหมาะสำหรับกลุ่มผู้ป่วยมีอาการรุนแรงและส่งผลต่อการดำเนินกิจวัตรประจำวัน (8)
  4. การรักษาทางกายภาพบำบัด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดการกดทับเส้นประสาทด้วยวิธีการจัด ดัด ดึง ข้อต่อ การออกกำลังกายกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว ร่วมกับการให้ความรู้ความเข้าใจในตัวโรคเพื่อปรับกิจกรรมและการใช้งานในกิจวัตรประจำวัน

บทความนี้กล่าวถึงโรคโพรงกระดูกสันหลังส่วนล่างตีบแคบ ถือว่าเป็นปัญหาที่สำคัญในผู้สูงอายุ  ผู้เขียนหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้อ่านและผู้ที่กำลังมีปัญหาปวดขาขณะยืน-เดินนาน ๆ ได้สามารถเข้าใจถึงสาเหตุที่มาของโรค อาการแสดง รวมไปถึงการรักษาที่มีในปัจจุบัน

 เรียบเรียงโดย กภ. เดชวิน หลายศิริเรืองไร

 เอกสารอ้างอิง

  1. Arnoldi CC, Brodsky AE, Cauchoix J, Crock HV, Dommisse GF, Edgar MA, et al. Lumbar spinal stenosis and nerve root entrapment syndromes. Definition and classification. Clin Orthop Relat Res. 1976(115):4-5.
  2. Yong-Hing K, Kirkaldy-Willis WH. The pathophysiology of degenerative disease of the lumbar spine. Orthop Clin North Am. 1983;14(3):491-504.
  3. Yoshida M, Shima K, Taniguchi Y, Tamaki T, Tanaka T. Hypertrophied ligamentum flavum in lumbar spinal canal stenosis. Pathogenesis and morphologic and immunohistochemical observation. Spine (Phila Pa 1976). 1992;17(11):1353-60.
  4. Rauschning W. Normal and pathologic anatomy of the lumbar root canals. Spine (Phila Pa 1976). 1987;12(10):1008-19.
  5. Rydevik B, Brown MD, Lundborg G. Pathoanatomy and pathophysiology of nerve root compression. Spine (Phila Pa 1976). 1984;9(1):7-15.
  6. Genevay S, Atlas SJ. Lumbar spinal stenosis. Best Pract Res Clin Rheumatol. 2010;24(2):253-65.
  7. Jensen RK, Jensen TS, Koes B, Hartvigsen J. Prevalence of lumbar spinal stenosis in general and clinical populations: a systematic review and meta-analysis. Eur Spine J. 2020;29(9):2143-63.
  8. Bridwell KH. Lumbar spinal stenosis. Diagnosis, management, and treatment. Clin Geriatr Med. 1994;10(4):677-701.
  9. Genevay S, Courvoisier DS, Konstantinou K, Kovacs FM, Marty M, Rainville J, et al. Clinical classification criteria for neurogenic claudication caused by lumbar spinal stenosis. The N-CLASS criteria. Spine J. 2018;18(6):941-7.
  10. Wu A-M, Zou F, Cao Y, Xia D-D, He W, Zhu B, et al. Lumbar spinal stenosis: an update on the epidemiology, diagnosis and treatment. AME Medical Journal. 2017;2(5): 1-14.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *