กายภาพบำบัดในภาวะ Metabolic syndrome

หลายท่านอาจไม่รู้จักภาวะเมตาบอลิกซินโดรม (Metabolic Syndrome) แต่ถ้าเรียกว่า ภาวะอ้วนลงพุง (1) อาจจะคุ้นหูมากกว่า แท้จริงแล้ว ทั้งสองภาวะนี้มีความใกล้เคียงกัน ถือเป็นภัยร้ายที่คุกคามสุขภาพของคนไทยมาช้านาน เนื่องจากพฤติกรรมการบริโภคอาหาร และการขาดการออกกำลังกายที่ส่งเสริมให้เกิดภาวะดังกล่าว ซึ่งประชากรในประเทศไทยมีแนวโน้มในการเกิดภาวะอ้วนลงพุงเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน

ก่อนจะลงรายละเอียดในประเด็นต่าง ๆ ขออนุญาตขยายความถึงภาวะเมตาบอลิกซินโดรมเล็กน้อย Metabolic Syndrome คือ ภาวะที่เกิดจากการเผาผลาญอาหารของร่างกายที่ผิดปกติไป นำไปสู่การเกิดความดันโลหิตสูง เบาหวาน และไขมันสูง ซึ่งภาวะเหล่านี้เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด  ลิ่มเลือดอุดตัน อัมพฤกษ์ อัมพาตตามมาได้ (2)

เกณฑ์การวินิจฉัยภาวะเมตาบอลิกซินโดรม โดยเกณฑ์ที่นิยมมากที่สุดคือ เกณฑ์ของ NCEP-ATP III (1,2) กำหนดไว้ว่า ผู้ที่มีภาวะเมตาบอลิกซินโดรม ต้องมีอย่างน้อย 3 ใน 5 ข้อ ดังนี้

ตัวแปร

เกณฑ์วินิจฉัย

เส้นรอบเอว ผู้ชาย ≥ 90 cm. หรือ 36 inch

ผู้หญิง ≥ 80 cm. หรือ 32 inch

ร่วมกับความผิดปกติต่อไปนี้ (อย่างน้อย 2 ตัวแปร)
ระดับ Triglyceride ≥ 150 mg/dL
ระดับ HDL ผู้ชาย < 40 mg/dL

ผู้หญิง < 50 mg/dL

SBP

DBP

≥ 130 mmHg และ/หรือ

≥ 85 mmHg

ระดับน้ำตาลเมื่ออดอาหาร ≥ 100 mg/dL หรือ เป็นเบาหวานชนิดที่ 2

การเกิดภาวะเมตาบอลิกซินโดรม ส่งผลกระทบต่อสุขภาพหลายประการ อีกทั้งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนมากมาย (5) เช่น

  • โรคหลอดเลือดหัวใจ
  • โรคหลอดเลือดสมอง
  • ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ จากการจำกัดความจุของปอด ในการหายใจเข้าออก
  • โรคไขข้อเสื่อม เนื่องจากน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น ทำให้ข้อต่อในร่างกายต้องรับแรงกระแทกมากขึ้น
  • โรคนิ่วในถุงน้ำดี จากปัญหาไขมันอุดตัน
  • โรคเส้นเลือดโป่งพอง

นอกจากการควบคุมอาหารแล้ว การออกกำลังกายเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเมตาบอลิกซินโดรม ซึ่งการออกกำลังกายมีรูปแบบและประสิทธิภาพต่างกัน จะออกกำลังกายอย่างไรให้ได้ประสิทธิภาพมากที่สุด

การกายภาพบำบัดจึงเป็นเหมือนใบสั่งยาแบบหนึ่งที่สามารถจัดโปรแกรมการออกกำลังกายให้สอดคล้องกับปัญหาของผู้ป่วย และคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ป่วยเป็นหลัก เพื่อลดการเกิดอันตรายจากการออกกำลังกาย ทั้งนี้ผู้ป่วยจึงควรประเมินสมรรถภาพร่างกายก่อนออกกำลังกายอยู่เสมอ ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวควรปรึกษาแพทย์ก่อนการออกกำลังกาย และการรับประทานยาบางกลุ่มก็ส่งผลต่อการออกกำลังกายเช่นกัน (3,5) ดังนี้

  1. ในผู้ป่วยกลุ่มโรคความดันโลหิตสูงที่ได้รับยากลุ่ม Beta – blocker: Propranolol, Atenolol, Acebutolol, Metoprolol มีผลทำให้ชีพจรขณะพักช้าลง และอัตราการเพิ่มขึ้นของชีพจรขณะออกกำลังน้อย ดังนั้นจึงควรใช้ระดับความรู้สึกเหนื่อยเป็นตัวกำหนดความหนักของการออกกำลังแทนชีพจร
  2. ในผู้ป่วยโรคเบาหวาน หลังออกกำลังกายอาจเสี่ยงต่อการเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ส่งผลให้เกิดอาการหน้ามืดเป็นลมได้ ดังนั้นต้องวัดระดับน้ำตาลในเลือดก่อนออกกำลังทุกครั้ง ไม่ควรต่ำกว่า 100 mg/DL และควรเป็นผู้ป่วยที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี
  3. ในกลุ่มผู้ป่วยโรคไขมันในเลือดสูง ยาบางชนิดมีผลทำให้เกิดอาการปวดกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกายได้
รูปแบบการออกกำลังกายในผู้ที่มีภาวะเมตาบอลิกซินโดรม (3,5)
ความถี่ 2-3 วันต่อสัปดาห์
ความหนัก การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ: อยู่ในระดับ 60-70% ของน้ำหนักสูงสุดที่สามารถทำได้ (1RM)

การออกกำลังกายแบบแอโรบิกที่ระดับความหนักปานกลางประมาณ 50-70% ของชีพจรสูงสุด หรือรู้สึกเหนื่อยปานกลาง

จำนวนครั้ง ออกกำลังแบบมีแรงต้าน: 8-12 ครั้งต่อ 1 ท่าออกกำลัง ประมาณ 10-12 ท่าออกกำลังกล้ามเนื้อมัดใหญ่
ประเภท  เช่น การออกกำลังกายโดยใช้น้ำหนักตัว การยกน้ำหนัก

แอโรบิก เช่น ปั่นจักรยาน, เดินลู่วิ่ง

พลังงานที่เรารับเข้ามาได้มาจากการบริโภคทั้งที่รับประทานและดื่มเข้าไป ส่วนพลังงานที่ใช้ไป ได้แก่ กิจวัตรประจำวันที่ทำในแต่ละวัน (Physical activity) การออกกำลังกาย (Programmed exercise) และพลังงานที่ถูกใช้ไปในขณะพัก (Resting energy expenditure) ซึ่งในส่วนนี้เป็นพลังงานที่ถูกใช้ไปมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 70 ของพลังงานทั้งหมดที่ถูกใช้ไป แปรผันตามมวลกล้ามเนื้อ นั่นคือ เมื่อมวลกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น พลังงานที่ถูกใช้ไปในขณะพักก็จะมากขึ้นด้วย ดังนั้นหากต้องการควบคุมน้ำหนัก พลังงานที่เราเข้าควรน้อยกว่าพลังงานที่ใช้ไป (5)

พลังงานที่ควรได้รับในแต่ละวันแบ่งเป็น 3 กลุ่ม (5,6)

กลุ่มที่ 1

กลุ่มที่ 2 กลุ่มที่ 3
ผู้สูงอายุ, เด็กอายุ 6-13 ปี

และ หญิงวัยทำงาน

วัยรุ่นชายและหญิง

และ ชายวัยทำงาน

ผู้ใช้แรงงานชายและหญิง

ใน 1 วัน ควรได้รับพลังงาน 1,600 กิโลแคลอรี่

ใน 1 วัน ควรได้พลังงาน

2,200 กิโลแคลอรี่

ใน 1 วัน ควรได้พลังงาน

2,400 กิโลแคลอรี่

ข้าว 8 ทัพพี

ข้าว 10 ทัพพี

ข้าว 12 ทัพพี

ผัก 4-6 ทัพพี

หรือ ผักดิบ 1 ถ้วยตวง

หรือ ผักสุก ½ ถ้วยตวง

ผัก 5 ทัพพี

หรือ ผักดิบ 1 ถ้วยตวง

หรือ ผักสุก ½ ถ้วยตวง

ผัก 6 ทัพพี

หรือ ผักดิบ 1 ถ้วยตวง

หรือ ผักสุก ½ ถ้วยตวง

ผลไม้ที่ให้ความหวานน้อย 3-4 ส่วน (1 ส่วน ประมาณ 6-10 คำ)

ผลไม้ที่ให้ความหวานน้อย 4 ส่วน (1 ส่วน ประมาณ 6-10 คำ)

ผลไม้ที่ให้ความหวานน้อย 5 ส่วน (1 ส่วน ประมาณ 6-10 คำ)

เนื้อสัตว์ 6 ช้อนทานข้าว

หรือ ประมาณ 90 กรัม

เนื้อสัตว์ 9 ช้อนทานข้าว

หรือ ประมาณ 135 กรัม

เนื้อสัตว์ 12 ช้อนทานข้าว

หรือ ประมาณ 180 กรัม

นม 1-2 แก้ว

ประมาณ 240-480 มิลลิลิตร

นม 1 แก้ว

ประมาณ 240 มิลลิลิตร

นม 1 แก้ว

ประมาณ 240 มิลลิลิตร

นอกจากการออกกำลังกายแล้ว การให้ความรู้ในเรื่องโภชนาการ ก็เป็นอีกปัจจัยที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งในผู้ที่มีภาวะเมตาบอลิกซินโดรม โดยปกติแล้วคนเราต้องทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ แต่น้อยคนที่จะตระหนักถึงพลังงานที่ควรได้รับในแต่ละมื้อ การให้ความรู้เบื้องต้นจะช่วยให้เราสามารถเลือกบริโภคอาหารได้อย่างเหมาะสม เพื่อควบคุมการเผาผลาญพลังงานในการรับเข้า และใช้ไปให้สมดุลกัน

เรียบเรียงโดย กภ.สกาวรัตน์ เตชทวีทรัพย์

เอกสารอ้างอิง

  1. ละอองดาว คำชาตา, เพ็ญศิริ ดำรงภคภากร และ อัมพรพรรณ ธีรานุตร. โรคอ้วนลงพุง:สัญญาณอันตรายที่ต้องจัดการ. ศรีนครินทร์เวชสาร 2561; 33(4):386-95.
  2. พลากร พุทธรักษ์, สุดาวดี คงขำ และ พิไลวรรณ ศิริพฤกษ์พงษ์. ความชุกและปัจจัยเสี่ยงของภาวะ metabolic syndrome ในกลุ่มบุคลากร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. สงขลานครินทร์วารสาร 2555; 30(3):123-34.
  3. Walter R., Neil F., Linda S. ACSM’s Guidelines for Exercise Testing and Prescription. 8th edition. Philadelphia: Wolters Kluwer, 2014. p.225-55.
  4. รุจิรา สัมมะสุต. รายการอาหารแลกเปลี่ยนไทย. วารสารโภชนบำบัด 2547; 15(1).
  5. ยุพารัตน์ อดกลั้น. Nutrition for NCDs. ใน : สุวัฒน์ จิตรดำรงค์, จินตนา ตันหยง, ยุพารัตน์ อดกลั้น, บรรณาธิการ. เอกสารประกอบโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ สุขภาพดีมีความสุข ครั้งที่ 1: การออกกำลังกายและโภชนการสำหรับกลุ่มโรคเรื้อรัง. นครนายก: คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ; 2563.
  6. Institute of nutrition; Mahidol University. Food composition database for INMUCAL program. Nakornpathom: INMU; 2002.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *