ผลกระทบทางจิตใจของบุคลากรทางการแพทย์ในช่วงการระบาดของ Covid-19

ในช่วงสถานการณ์โรคระบาดของ Covid-19 ทำให้มีผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลมากขึ้น มีการลงพื้นที่ตรวจคัดกรองโรคเชิงรุก ตลอดจนการเฝ้าระวังในสถานที่สำคัญ ทำให้บุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องให้การดูแลผู้ป่วยและประชากรกลุ่มเสี่ยง ถือเป็นกลุ่มคนที่ต้องรับความเสี่ยงต่อการติดเชื้ออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้องประสบกับภาวะกดดันทางอารมณ์อย่างรุนแรงมากกว่าการระบาดของโรคอื่นๆที่ผ่านมา มีความเครียดที่ต้องรับภาระในการดูแลผู้ป่วยที่หนักขึ้น มีความกังวลว่าจะนำเชื้อโรคไปให้บุคคลที่บ้าน  จนบางท่านไม่สามารถกลับบ้านได้ ทำให้ต้องห่างไกลครอบครัว คนที่รัก และเพื่อนฝูง มีความกลัวที่จะติดเชื้อโรคจากผู้ป่วย และมีปัญหาจากการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของการใช้ชีวิตตามมา (1)

จากรายงานการทบทวนงานวิจัยอย่างเป็นระบบพบว่า ถึงแม้ผลกระทบทางจิตใจจะมีค่าแตกต่างกันไปในแต่ละการศึกษา แต่หลายการศึกษาแสดงให้เห็นไปในทางเดียวกันว่าการเพิ่มขึ้นของการบาดเจ็บทางจิตใจ ความเครียดที่ส่งผลต่อความผิดปกติของร่างกาย ภาวะวิตกกังวล และซึมเศร้า ซึ่งบุคลากรเหล่านั้นมากกว่าร้อยละ 60 มีอายุระหว่าง 18-45 ปี โดยเฉพาะพยาบาลถือเป็นผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพจิตที่สุด และเพศหญิงจะมีภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวลและความเครียดสูงมาก และมีความคิดอยากฆ่าตัวตายถึงร้อยละ 6.5 ซึ่งภาระงานเหล่านี้ส่งผลให้บุคลากรทางการแพทย์ดูแลตนเองลดลง ซึ่งตัวกระตุ้นที่ทำให้เกิดความเครียดได้มากที่สุดคือ ตำแหน่งของงานที่ต้องเป็นด่านหน้าในการดูแลผู้ป่วย พบว่างานในลักษณะนี้ส่งผลให้มีความกังวลมากที่สุดถึงความปลอดภัยของตนเอง ครอบครัว เพื่อนร่วมงาน และคนไข้รายอื่น (1,2)

นอกจากนี้บุคลากรทางการแพทย์ยังรับหน้าที่หลักในการดูแลครอบครัว บุพการี บุตร ที่อาศัยอยู่ร่วมกันจึงทำให้มีความกังวลว่าจะนำเชื้อโรคโควิด19 ไปติดคนภายในบ้าน ซึ่งพบว่าร้อยละ 75.80 กลัวว่าจะนำไปติดลูกและเด็กภายในบ้าน ร้อยละ 46.56 กลัวจะนำไปติดผู้สูงอายุ ร้อยละ 45.49 กลัวนำไปติดคู่ชีวิต ซึ่งมีเพียงร้อยละ 14.12 เท่านั้นที่อาศัยอยู่คนเดียว (3)

ซึ่งจากการศึกษาพบว่าการได้รับการสนับสนุนจากสังคมรอบตัวเป็นสิ่งที่จำเป็น โดยเราต้องทำความเข้าใจถึงภาระหน้าที่ของบุคลากรทางการแพทย์ที่เปลี่ยนไป โดยพวกเขาเหล่านั้นสามารถรู้สึกถึงการได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวร้อยละ 56.66 จากเพื่อนร้อยละ 52.99 จากคนรอบตัวร้อยละ 39.05 จากเพื่อนร่วมงานร้อยละ 38.43 จากหัวหน้างานร้อยละ 15.28 แต่ถึงแม้ว่าพวกเขาจะได้รับสนับสนุนทางจิตใจมาบ้าง แต่ก็มีเพียงร้อยละ 30 เท่านั้นที่รู้สึกว่าเพียงพอ ร้อยละ 45 บอกว่าไม่เพียงพอ และร้อยละ 24 บอกว่าไม่แน่ใจว่าเพียงพอหรือไม่ (4)

ดังนั้นการได้รับการสนับสนุนทางสังคม ความเข้าใจ ความเห็นอกเห็นใจจากครอบครัว คู่ชีวิต และเพื่อนร่วมงานจึงมีความจำเป็นอย่างมากที่สามารถช่วยลดความเครียดจากการทำงานและป้องกันความทุกข์ทางจิตใจและอาการทางจิตเวชที่พบบ่อยในผู้ปฏิบัติงานด้านการดูแลสุขภาพได้อย่างมาก และยังช่วยในด้านประสิทธิภาพและความสามารถในการประกอบวิชาชีพได้อีกด้วย

 

เรียบเรียงโดย กภ.ปทิตตา มีหนุน

เอกสารอ้างอิง

  1. Cabarkapa S, Nadjidai SE, Murgier J, Ng CH. The psychological impact of COVID-19 and other viral epidemics on frontline healthcare workers and ways to address it: A rapid systematic review. Brain Behav Immun Health. 2020; 8:100144.
  2. Xiang Y-T, Yang Y, Li W, Zhang L, Zhang Q, Cheung T, et al. Timely mental health care for the 2019 novel coronavirus outbreak is urgently needed. The Lancet Psychiatry. 2020; 7(3):228–229.
  3. Mental Health America [homepage on the Internet]. The mental health of healthcare workers in COVID-19. 2021 [cited 2021 May 10]. Available from: https://mhanational.org/mental-health-healthcare-workers-covid-19
  4. Mikkola L, Suutala E, Parviainen H. Social support in the workplace for physicians in specialization training. Med Educ Online. 2018;23(1): 1435114.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *