ภาวะเพิกเฉยร่างกายครึ่งซีก

ในหลาย ๆ ประเทศ โรคหลอดเลือดสมองส่งผลกระทบกับประชากรเป็นจำนวนมาก และยังสามารถทำให้เกิดการเสียชีวิต และความพิการตามมา โดยภาวะเพิกเฉยร่างกายครึ่งซีก อาจพบสูงถึง 2/3 ของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะเฉียบพลัน ซึ่งนับเป็นความบกพร่องลักษณะหนึ่งของการรับรู้ ทำให้การรับรู้ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายลดลง ความผิดปกตินี้ควรได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างรอบคอบ ภาวะเพิกเฉยร่างกายครึ่งซีกอาจเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวและหายไป หรือยังคงอยู่ และถูกพิจารณาเป็นปัจจัยหนึ่งที่บ่งบอกถึงการพยากรณ์โรคที่ไม่ดีสำหรับการฟื้นฟู 1-3

อาการแสดง 1-3

ผู้ป่วยจะแสดงอาการเพิกเฉย ไม่สนใจร่างกายด้านที่มีอาการอ่อนแรง มักหันมองและใช้งานแต่ข้างที่แข็งแรงราวกับว่าไม่มีร่างกายอีกด้านอยู่เลย โดยมักพบอาการเพิกเฉยร่างกายครึ่งซีกด้านซ้ายมากกว่าด้านขวา สาเหตุเกิดจากการมีรอยโรคของสมองกลีบข้าง (parietal lobe) ด้านตรงกันข้ามกับด้านอ่อนแรง

การตรวจประเมิน 2,4

การตรวจประเมินภาวะเพิกเฉยร่างกายครึ่งซีกในทางคลินิก สามารถตรวจสอบได้จากการสังเกตการเปลี่ยนแปลงในทางคลินิก โดยผู้ป่วยจะแสดงอาการเพิกเฉยหรือการละเลยร่างกายซีกหนึ่งไป และเพื่อยืนยันอาการดังกล่าว สามารถทำได้ด้วยการตรวจหลากหลายรูปแบบ เช่น

  • Line bisection test

เป็นการทดสอบโดยการแบ่งกึ่งกลางของเส้น วิธีนี้เป็นวิธีตรวจประเมินที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยเริ่มจากการวาดเส้นตรงในแนวนอน และให้ผู้ถูกทดสอบแบ่งจุดกึ่งกลางของเส้นโดยการทำเครื่องหมาย ให้แบ่งเป็นสองเส้นขนาดเท่า ๆ กัน หากผู้ป่วยมีภาวะเพิกเฉยร่างกายครึ่งซีก จะแบ่งจุดกึ่งกลางของเส้นเบ้ไปด้านหนึ่งห่างจากจุดกึ่งกลาง โดยต้องทำการประเมินหลาย ๆ รอบเพื่อความแม่นยำของการทดสอบ

  • Copying and drawing test

เป็นการประเมินโดยให้ผู้ถูกทดสอบคัดลอก หรือวาดรูปง่าย ๆ ตามต้นแบบ เช่น รูปดอกไม้ นาฬิกา ใบหน้าคน หรือรูปทรงเรขาคณิต โดยในผู้ป่วยจะวาดรูปโดยมีองค์ประกอบเพียงด้านเดียว ทำให้ภาพไม่สมบูรณ์ หรือมีรูปทรงบิดเบี้ยวไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

  • Star cancellation test

เป็นแบบประเมินที่นิยมใช้ เริ่มต้นทดสอบโดยผู้ทดสอบทำการสาธิตโดยขีดคาดดาวที่อยู่ตรงกลางให้ดูก่อน  จากนั้นให้ผู้ป่วยคาดดาวดวงที่เหลือ คะแนนสูงสุดอยู่ที่ 54 คะแนน หากได้คะแนนน้อยกว่า 44 คะแนน จะถือว่ามีภาวะเพิกเฉยร่างกายครึ่งซีก (unilateral neglect)

 

การรักษาทางกายภาพบำบัด 1-2,4-5

มีรูปแบบการฝึกทางกายภาพบำบัดหลากหลายรูปแบบ โดยเน้นหลักการการกระตุ้นผ่านระบบการรับความรู้สึกประเภทต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นการรับรู้ไปยังสมอง ร่วมกับการออกกำลังกายเพื่อกระตุ้นให้เกิดการเคลื่อนไหวของด้านที่อ่อนแรง และต้องอาศัยการจัดสภาพสิ่งแวดล้อมให้เอื้ออำนวยต่อการฝึก เช่น ห้องที่เงียบสงบ เพื่อเพิ่มสมาธิและความใส่ใจต่อร่างกายที่สูญเสียการรับรู้ไป

  • การฝึกร่วมกับการกระตุ้นผ่านการรับรู้ความรู้สึก โดยการออกกำลังกายพร้อมกับกระตุ้นการรับรู้ผ่านการมองและการได้ยิน และฝึกร่วมกับการใช้คำสั่งกระตุ้นให้ผู้ป่วยคิดตามหรือทำตาม
  • Constraint – Induced Movement Therapy (CIMT) เป็นวิธีการรักษาที่จำกัดการเคลื่อนไหวของด้านแข็งแรง เพื่อเป็นการกระตุ้นการใช้งานข้างอ่อนแรง เป็นการทำงานชดเชยอีกด้านนึง เมื่อมีสิ่งเร้าหรือกิจกรรมที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น จะยิ่งกระตุ้นให้ข้างอ่อนแรงทำงานมากขึ้น
  • การกระตุ้นปลายประสาทด้วยกระแสไฟฟ้าผ่านทางผิวหนัง Transcutaneous Electrical Nerve Stimulation (TENS) มักใช้กระตุ้นบริเวณกล้ามเนื้อบริเวณต้อคอ สามารถช่วยให้ลานสายตาในการมองระหว่างทั้งสองข้างสมดุลมากขึ้น
  • Visual and spatial scanning เป็นการฝึกความรู้ความเข้าใจ ผู้ป่วยต้องมีสมาธิในระหว่างการฝึก โดยสอนเทคนิคการกวาดสายตา โดยมองจากขอบสุดสายตาข้างหนึ่งไปยังขอบสุดสายตาอีกข้างหนึ่ง
  • Virtual environment training system เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยผู้ป่วยในการทำกิจวัตรประจำวัน โดยฝึกกับภาพเสมือนจริง เช่น การข้ามถนน เป็นการช่วยส่งเสริมให้ผู้ป่วยสนใจด้านอ่อนแรงมากยิ่งขึ้น
  • Prism therapy เป็นการใช้ prism เพื่อหักเหภาพจากด้านซ้ายของลานสายตามาทางด้านขวามากขึ้น
  • การจัดสิ่งแวดล้อมให้เอื้ออำนวยต่อการใช้งานข้างอ่อนแรง เช่น การจัดตำแหน่งของเตียงให้สามารถเข้าถึงด้านอ่อนแรงได้ง่าย ให้ผู้ป่วยหันมามองและให้ความสนใจด้านอ่อนแรง รวมถึงการให้ญาติหรือผู้ดูแลที่เข้ามาเยี่ยมหรือพาออกกำลังกาย กระตุ้นผ่านเสียงหรือการสัมผัสด้านข้างอ่อนแรง การวางสิ่งของของผู้ป่วยไว้ทางด้านอ่อนแรง หรือการจัดตำแหน่งของศีรษะให้หันมาด้านอ่อนแรง เป็นต้น
  • การให้คำแนะนำ โดยให้ญาติหรือผู้ดูแล ให้ความรู้และคำแนะนำเกี่ยวกับอาการของโรค การปฏิบัติตัวเพื่อเพิ่มความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวัน การจัดเตียงให้ญาติและผู้ดูแลสามารถเข้าหาเพื่อกระตุ้นการรับรู้ร่างกายด้านที่เพิกเฉยให้มากที่สุด และวิธีป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้
  • การรักษาด้วยวิธีอื่น: การสังเกตการกระทำของด้านข้างแข็งแรง หรือการฝึกด้วยกระจกเงา เป็นต้น

เรียบเรียงโดย กภ.เมธาพร มั่นคง

 เอกสารอ้างอิง

  1. Azouvia P, Courtoisc SJ, Luautécde J. Rehabilitation of unilateral neglect: Evidence-based medicine. Ann Phys Rehabil Med. 2017; 60:191-197.
  2. Richard P, Jacqueline M. Unilateral Neglect: Assessment and rehabilitation. Int J Neurosci Behav Sci. 2016; 4(1):1-10.
  3. Parton A, Malhotra P, Husain M. Hemispatial neglect. J Neurol Neurosurg Psychiatry 2004;75:13–21.
  4. จารุกูล ตรีไตรลักษณะ, ชุติมา ชลายเดชะ, สุนีย์ บวรสุนทรชัย, วนาลี กล่อมใจ, จตุพร สุทธิวงษ์, ผกามาศ พิริยะประสาธน์ และคณะ. การรับรู้: การตรวจและการรักษาทางกายภาพบำบัด. ใน: ชุติมา ชลายนเดชะ, โสภา พิชัยยงค์วงศ์ดี. (บรรณาธิการ) ตำราการจัดการทางกายภาพบำบัดสำหรับผู้ป่วยทางระบบประสาท. พิมพ์ครั้งที่1. กรุงเทพมหานคร: บริษัทพริ้นเทอรี่ จำกัด; 2563. หน้า 359-382.
  5. Yang NY, Zhou D, Chung RC, et al. Rehabilitation interventions for unilateral neglect after stroke: a systematic review from 1997 through 2012. Front Hum Neurosci. 2013; 7:187.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *