พูด(ห้าม)อย่างไรให้ลูกมีพัฒนาการที่ดี

สำหรับผู้ปกครองทุกท่านที่มีเด็ก ๆ ไม่ว่าจะเป็นลูก หรือหลานอยู่ในบ้านก็ต่างมีความรัก ความหวังดีและคาดหวังว่าเด็กของเราทุกคนนั้น จะสามารถเติบโตขึ้นอย่างปลอดภัย มีพัฒนาการที่ดี สามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ตามช่วงวัย สามารถเข้าสังคมและอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ แน่นอนว่าสำหรับเด็กแล้วทุกการเติบโต ทุกการเรียนรู้ ทุกประสบการณ์ พัฒนาการของเขาต่างพัฒนามาจากกิจกรรมที่ชื่อว่า “การเล่น”

เด็กกับการเล่นเป็นสิ่งคู่กัน

การเล่น เป็นปัจจัยพื้นฐานของพัฒนาการ เพราะสามารถช่วยพัฒนาทักษะของเด็กได้หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น กระบวนการรู้คิดเข้าใจ การเคลื่อนไหว การเข้าสังคม และกระบวนการทางอารมณ์ ของเด็กตั้งแต่เล็กจนโต (1) และการเล่นยังถือเป็นโอกาสที่ดีที่ผู้ปกครองจะได้มีช่วงเวลาคุณภาพ (Quality time) พัฒนาความสัมพันธ์ที่ดีกับเด็ก ๆ อีกด้วย

จากการศึกษาพัฒนาการการเล่นของเด็กพบว่า

การเล่นของเด็กในช่วงวัยตั้งแต่แรกเกิดถึงขวบปีแรก จะยังเป็นการเล่นที่เป็นการเคลื่อนไหวไม่ซับซ้อน มีการเลียนแบบท่าทางการเคลื่อนไหวแบบง่าย ๆ ยังไม่ค่อยมีการเล่นที่ใช้ภาษาหรือสัญลักษณ์เพื่อการสื่อสารมากนัก (2) สำหรับเด็กอายุประมาณ 5 – 6 เดือน จะมีความสามารถในการเคลื่อนไหวมากขึ้น มีการคืบคลาน เกาะ ยืน เดิน วิ่ง รูปแบบการเล่นของเด็กวัยนี้จะเป็นเพื่อการสำรวจสิ่งแวดล้อม สังเกตเลียนแบบ ลองผิดลองถูก สนุกกับการเรียนรู้สิ่งแวดล้อมรอบตัว

การเล่นของเด็กที่โตขึ้นในวัย 2 – 6 ปี จะมีพัฒนาการในด้านต่าง ๆ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งความสามารถด้านการเคลื่อนไหวที่ทำได้ซับซ้อนได้มากขึ้น มีความแข็งแรงมากขึ้น มีความเข้าใจภาษาและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น มีการเลียนแบบหรือเล่นเชิงบทบาทสมมติที่ซับซ้อนขึ้น เป็นวัยที่ยังยกตัวเองเป็นศูนย์กลางมาก อยากที่จะเริ่มต้นหรือลงมือทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเอง (2) ดังนั้น วัยนี้จึงเป็นวัยที่สำคัญที่เน้นให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์ ให้ลงผิดลองถูก สอนอย่างเป็นเหตุผล สอนให้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม เพื่อปลูกฝังจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ การคิดเชิงเหตุผล และเป็นวัยที่ควรได้รับอิสระในการคิด อิสระในการเล่น ไม่ควรถูกควบคุมด้วยกรอบความคิดของผู้ใหญ่ (Adult logical rules) (2) มากจนเกินไป จนอาจทำให้เด็กเกิดพฤติกรรมต่อต้านได้

เด็กที่อายุมากกว่า 6 ปีขึ้นไป เด็กจะเรียนรู้ผ่านการใช้ประสบการณ์ ใช้กระบวนการคิดมาพัฒนาการเล่นที่มีกฎกติการ่วมกัน (Games with rules) มีการเล่นกับเพื่อนวัยเดียวกันมากขึ้น จากความเข้าใจที่มากขึ้นรวมถึงการได้มีประสบการณ์ ผ่านการเล่นร่วมกัน เด็กจึงจะค่อย ๆ เปลี่ยนจากระดับที่ยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง (Intrapersonal Level) เป็นระดับที่ยึดการมีส่วนร่วมกับผู้อื่น (Interpersonal Level) (2) มากขึ้น สามารถเข้าร่วมประสบการณ์ทางสังคมได้มากขึ้นกว่าวัยก่อนหน้า

อย่างไรก็ตาม.. ประสบการณ์ของเด็กในวัยนี้ที่ยังน้อย เด็กอาจจะมีความซน เลือกเล่นบางอย่างอาจยังดูไม่เหมาะสม และดูอันตรายในสายตาผู้ใหญ่

ด้วยสถานการณ์ดังกล่าวจึงส่งผลให้ผู้ใหญ่ต้องออกปาก ห้าม!!

ห้ามเล่นอันนั้น ห้ามไปตรงนู้น ห้ามทำแบบนี้ เพื่อให้เด็กหยุดพฤติกรรม เพื่อเลี่ยงปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมา

แต่…เมื่อเด็กถูกผู้ใหญ่ห้าม พฤติกรรมการตอบสนองของเด็กอาจแสดงออกมาแตกต่างกัน

เด็กอาจจะยอมรับเข้าใจ รับฟัง ทำตาม ซึ่งคือสิ่งที่ผู้ใหญ่อย่างเราคาดหวัง

แต่ถ้ากับเด็กบางคน หรือกับบางคำพูด อาจส่งผลเสียต่อเด็ก เช่น เด็กอาจจะรู้สึกกลัว หวาดระแวง ไม่กล้ามีความคิดริเริ่มทำสิ่งใหม่ หลีกหนีการทำกิจกรรมด้วยตนเอง กลายเป็นการปิดโอกาสในการพัฒนาทักษะใหม่ ๆ ของตนเองไป เพียงเพราะความกลัว กลัวโดนดุ กลัวทำผิดพลาด

หรือในทางกลับกัน กับเด็กบางคนดูเหมือนฟังไม่เข้าใจ ยังคงพยายามทำสิ่งนั้นต่อ หรือพยายามทำพฤติกรรมที่รุนแรงกว่าเดิม อันตรายกว่าเดิม ซึ่งกลายเป็นการบ่มเพาะพฤติกรรมก้าวร้าว รุนแรง เอาชนะกันมากขึ้น

สิ่งแรกอยากชวนผู้ปกครองทุกท่านสำรวจตนเองก่อนว่าใช้คำพูดที่มีคำว่า “ห้าม ไม่ อย่า หยุด” กับเด็กหรือไม่?

คำว่า “ห้าม ไม่ อย่า หยุด” ที่เรามักเผลอใช้กันบ่อย ๆ นั้น จะยิ่งกระตุ้นให้เด็กทำสิ่งนั้นมากขึ้น

ยกตัวอย่างเช่น “ห้ามวิ่งนะ” “ไม่กินขนมหวาน” “อย่าเล่นมีด” “หยุดดึงผ้าม่าน” “อย่านอนกินข้าว” “หยุดร้องไห้ได้แล้ว” “หยุดเล่นเสียงดัง” เป็นต้น

จากทฤษฎี Thought Suppression

ที่มีการทดลองด้วยการบอกผู้ถูกทดลองว่า “ห้ามคิดถึงช้างสีชมพู และหมีสีขาว” ซึ่งสิ่งที่เราจินตนาการถึงทันที คือช้างสีชมพู และหมีสีขาว นั่นคือการจินตนาการจาก จิตใต้สำนึก และจิตใต้สำนึกไม่สามารถเข้าใจคำว่า “ห้าม ไม่ อย่า หยุด” ได้ทันที (4)

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่า เพราะอะไรเด็กจึงมีพฤติกรรมเหมือนไม่ได้ยินคำสั่งห้ามของเรา หรือมีพฤติกรรมที่

“ยิ่งพูดยิ่งทำ ยิ่งห้าม เหมือนยิ่งยุ”

ดังนั้นเพื่อให้คำพูดของเราได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น และสิ่งที่ง่ายที่สุดในการปรับการใช้คำพูด คือ อยากชวนให้ทุกท่านลบคำว่า “ห้าม ไม่ อย่า หยุด” ออกไปก่อนแล้วลองปรับรูปประโยคที่ใช้กับเด็ก อยากให้เด็กทำแบบไหน ให้ใช้คำพูดสื่อสารออกไปแบบนั้นตรง ๆ

ยกตัวอย่างเช่น

ประโยคแบบเดิม ประโยคแบบใหม่
ห้ามวิ่งนะ เดินช้า ๆ ค่ะ

ค่อย ๆ เดินครับ

ไม่กินขนมหวาน กินผลไม้ที่หนูชอบกัน
อย่าเล่นมีด วางมีดแล้วมาเล่นของเล่นชิ้นนี้กันค่ะ
หยุดดึงผ้าม่าน ปล่อยมือก่อน แล้วมาเล่นฝั่งนี้แทนนะ
อย่านอนกินข้าว ลุกขึ้นมานั่งกินข้าวอร่อย ๆ ด้วยกันนะ
หยุดร้องไห้ได้แล้ว เป็นอะไรคะ ค่อย ๆ บอกแม่ได้นะ เจ็บตรงไหน หรือไม่ชอบอะไรรึเปล่า?
หยุดเล่นเสียงดัง เบาเสียงลงหน่อยครับ

 

เมื่อเด็กเข้าใจความหมายของการตักเตือน ผู้ใหญ่เข้าใจวุฒิภาวะของเด็ก ก็จะก่อให้เกิดการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ มีพฤติกรรมที่ร่วมมือ มากกว่าพฤติกรรมต่อต้าน และเมื่อผู้ใหญ่สามารถไว้ใจให้เด็กทำกิจกรรมที่ช่วยเสริมพัฒนาการของเขาได้อย่างเต็มที่มากขึ้น เด็กก็เสมือนได้รับโอกาสในการฝึกฝนตนเองนั่นเอง

เรียบเรียงโดย ก.บ.พรประพิมพ์  โปธา

References:

  1. Ginsburg KR. The importance of play in promoting healthy child development and maintaining strong parent-child bonds. Pediatrics. 2007;119(1):182-91.
  2. Drewes AA. Developmental considerations in play and play therapy with traumatized children. The journal for the professional counselor. 1999;14(1):37-54.
  3. Special section research in play therapy. The Journal for The Professional Counselor. 1999;14(1):55-56.
  4. Wenzlaff RM, Wegner DM. Thought suppression. Annu Rev Psychol. 2000;51:59-91.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *