เทคนิคการเลือกที่นั่งและการกระตุ้นอย่างไร ให้เด็กมีสมาธิจดจ่อในห้องเรียน

อาการขาดสมาธิ เป็นหนึ่งในอาการของโรคสมาธิสั้นที่เด็กมักแสดงอาการออกมาให้เห็นทางพฤติกรรมด้วยอาการเหม่อลอย ไม่จดจ่ออยู่กับกิจกรรม วอกแวก และหันเหความสนใจจากสิ่งแวดล้อมได้ง่าย ส่งผลให้เด็กทำงานไม่สำเร็จตามเวลาที่กำหนด ทำงานไม่เรียบร้อย ขาดความรอบคอบ หลงลืมสิ่งของต่าง ๆ ได้ง่าย และอาจส่งผลต่อความสามารถในการจัดการตนเอง รวมถึงการจัดการเวลาอีกด้วย โดยในประเทศไทย ได้มีการศึกษาและการเก็บข้อมูลของเด็กนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา ในเขตกรุงเทพมหานคร โดยมีการรายงานผลพบว่าเด็กนักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษามีความชุกของโรคสมาธิสั้นถึงร้อยละ 5.01 (1) และด้วยบริบทของโรงเรียนในประเทศไทย มักมีการจัดให้เด็กนั่งเรียนในห้องเรียนประจำเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นการเลือกตำแหน่งที่นั่งในห้องเรียน และการกระตุ้นอย่างเหมาะสมสำหรับเด็กที่มีภาวะขาดสมาธิจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะสามารถช่วยให้เด็กคงความสนใจกับการเรียนได้นานยิ่งขึ้น

ในเด็กปกติทั่วไปที่สามารถควบคุมตนเองและมีสมาธิจดจ่อกับการเรียนได้ดี ตำแหน่งที่นั่งในห้องเรียนอาจไม่ได้ส่งผลต่อการทำกิจกรรมการเรียนมากนัก แต่ในทางตรงข้าม เด็กที่มีภาวะขาดสมาธิ ไม่สามารถจดจ่อกับการทำกิจกรรมในห้องเรียนได้นาน อาจมีความจำเป็นที่จะต้องมีการเลือกตำแหน่งที่นั่งในห้องเรียนที่เหมาะสม เพื่อให้เด็กสามารถจดจ่อกับกิจกรรมในห้องเรียนได้ดีขึ้น โดยเทคนิคการเลือกตำแหน่งที่นั่งในห้องเรียนที่เหมาะสมสำหรับเด็กที่มีภาวะขาดสมาธิ มีดังนี้

  1. เลือกที่นั่งใกล้ครูด้านหน้าชั้นเรียน เนื่องจากเป็นตำแหน่งที่ครูสามารถมองเห็นและสังเกตพฤติกรรมของเด็กได้อย่างชัดเจน ซึ่งง่ายต่อการควบคุมและกระตุ้นเมื่อเด็กมีอาการขาดสมาธิ (2-4) ส่งผลให้เด็กสามารถคงช่วงความสนใจได้ต่อเนื่องมากขึ้น

  1. เลือกให้เด็กได้นั่งใกล้กับเพื่อนที่มีสมาธิจดจ่อกับการเรียนดี เพื่อให้เด็กมีโอกาสได้ร่วมทำกิจกรรมในห้องเรียนกับเพื่อน และเรียนรู้พฤติกรรมการเรียนที่เหมาะสมจากเพื่อน (2,4)

  1. เลือกที่นั่งที่ไกลจากประตู หน้าต่าง เพื่อเป็นการลดสิ่งเร้าและสิ่งรบกวน ที่มีผลให้เด็กวอกแวก หันเหความสนใจจากสิ่งแวดล้อม (4-5) เมื่อสามารถลดสิ่งเร้าต่าง ๆ ได้ จะช่วยส่งเสริมให้เด็กจดจ่อกับการทำกิจกรรมในห้องเรียนได้ดีขึ้น

นอกจากการเลือกที่นั่งในห้องเรียนที่ดีแล้ว การใช้วิธีการกระตุ้นในห้องเรียนที่เหมาะสม มีผลต่อช่วงความสนใจในการทำกิจกรรมการเรียนของเด็กได้อีกเช่นกัน โดยองค์กร Children and Adults with Attention-Deficit/Hyperactivity Disorder (CHADD) ในประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ให้คำแนะนำในการกระตุ้นเด็กในห้องเรียน ดังนี้

  1. การแบ่งงานออกเป็นส่วนย่อย ให้มีความเหมาะสมกับช่วงความสนใจของเด็ก จะช่วยให้การทำงานในห้องเรียนมีประสิทธิภาพมากขึ้น ร่วมกับการพัก การปรับเปลี่ยนอิริยาบถในห้องเรียนเป็นช่วง ๆ เพื่อให้เด็กได้ผ่อนคลาย และพร้อมที่จะเริ่มต้นจดจ่อกับกิจกรรมได้อีกครั้ง
  2. การทวนคำสั่ง เป็นการตรวจสอบว่าเด็กเข้าใจคำสั่งหรือไม่ เพื่อเป็นการลดข้อผิดพลาดในการทำกิจกรรมการเรียน โดยการให้คำสั่งสำหรับเด็กกลุ่มนี้ ควรเป็นคำสั่งที่กระชับ มีความชัดเจนและเข้าใจได้ง่าย
  3. ห้องสอบที่เงียบ ไม่มีสิ่งเร้าต่าง ๆ รบกวน จะสามารถช่วยให้เด็กแสดงความสามารถทางการเรียนในขณะการสอบได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น
  4. เมื่อมอบหมายงานรับผิดชอบงานต่าง ๆ อาจมีการให้เวลาเพิ่มแก่เด็ก เพื่อให้เด็กมีระยะเวลาในการทำงานมากขึ้น
  5. ใช้การเตือนเรื่องเวลาขณะทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น คอยบอกเวลาแก่เด็กเป็นระยะ หรือใช้นาฬิกาจับเวลา เพื่อให้เด็กวางแผนในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสมตามเวลาที่กำหนดมากขึ้น
  6. การให้งานตามความเหมาะสม ไม่มาก ไม่น้อยจนเกินไป โดยขึ้นอยู่กับระดับความสามารถในการจดจ่อของเด็กในแต่ละราย และควรลดจำนวนแบบฝึกหัดที่เด็กสามารถทำได้ดีแล้ว เพื่อให้เด็กมีช่วงความสนใจกับกิจกรรมการเรียนที่ท้าทายได้นานยิ่งขึ้น

เทคนิคดังกล่าว เป็นคำแนะนำสำหรับการส่งเสริมและการกระตุ้นความสามารถในการจดจ่อกับกิจกรรมในห้องเรียน เพื่อส่งเสริมให้เด็กมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เมื่อเด็กจดจ่อกับกิจกรรมได้ดีอาจส่งผลให้ความสามารถในการเรียนรู้ของเด็กดีขึ้นตามมาได้ ทั้งนี้การปรับสิ่งแวดล้อมในห้องเรียน และการกระตุ้นที่เหมาะสมเป็นเพียงส่วนหนึ่งของวิธีการส่งเสริมทักษะด้านสมาธิที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในห้องเรียน โดยเป้าหมายสูงสุดคือการส่งเสริมให้เด็กสามารถมีส่วนร่วมกับการทำกิจกรรมในห้องเรียนร่วมกับเด็กคนอื่น ๆ ได้อย่างเต็มศักยภาพ และมีความสุขกับกิจกรรมในห้องเรียนตามระดับความสามารถของตนเอง

เรียบเรียงโดย ก.บ. ธราดล รอดแก้ว

เอกสารอ้างอิง

  1. Boon-yasidhi V. Attention deficit hyperactivity disorder: diagnosis and management. J Psychiatr Assoc Thailand. 2012; 57(4): 373-86.
  2. Carbone E. Arranging the classroom with an eye and ear to student with ADHD. Teach Except 2001; 34(2): 72-81.
  3. Blume F, Gollner R, Moeller K, Dresler T, Ehlis A, Gawrilow C. Do students learn better when seated close to the teacher? A virtual classroom study considering individual levels of inattention and hyperactivity-impulsivity. Learn Instr. 2019; 61: 138-47.
  4. S. Department of education, Office of special education and rehabilitative services, Office of special education programs, Teaching children with attention deficit hyperactivity disorder: instructional strategies and practices. 26-7. Washington D.C: U.S. Department of Education; 2008.
  5. Dewitz A. Classroom designs to accommodate ADHD and learning disabled students. 2014; 1: 9-10.
  6. Children and adults with attention-deficit/hyperactivity disorder (CHADD) [homepage on the Internet]. America: The Association; c2000-2021[updated 2019 Jun 23; cited 2021 Feb 15]. Available from: https://chadd.org/for-educators/classroom-accommodations

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *