โรคหลอดเลือดสมอง ทำอย่างไรฟื้นตัวได้เร็ว

โรคหลอดเลือดสมองเป็นโรคทางระบบประสาทที่พบได้บ่อยมากขึ้นในปัจจุบัน โดยโรคนี้อาจทำให้เกิดความพิการของร่างกายครึ่งซีก ส่งผลให้ผู้ป่วยสามารถทำกิจกรรมต่างๆด้วยตนเองได้น้อยลง มีผลต่อความเครียดและสภาพจิตใจ อีกทั้งการฟื้นฟูร่างกายเพื่อให้กลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงเดิมนั้น ต้องใช้ระยะเวลาที่ยาวนาน จึงมีคำถามมากมายซึ่งล้วนแล้วต้องการวิธีการที่จะฟื้นคืนสภาพร่างกายให้ได้เร็วที่สุด แต่การฟื้นคืนสภาพร่างกายย่อมต้องอาศัยปัจจัยต่าง ๆ รวมถึงความเข้าใจเกี่ยวกับโรคอย่างลึกซึ้ง ดังนั้น บทความนี้ จะนำให้ผู้อ่านทุกท่าน เข้าใจเกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมอง และปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลต่อการฟื้นคืนสมรรถภาพร่างกาย เพื่อเป็นแนวปฏิบัติที่ดีต่อการฟื้นฟู

เรียนรู้เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมอง

โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) หรือที่ชาวบ้านรู้จักกันในชื่อ โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต  เป็นโรคทางระบบประสาทที่มีสาเหตุมาจากสมองขาดเลือดไปเลี้ยง เนื่องจากหลอดเลือดสมองตีบ อุดตัน หรือหลอดเลือดสมองแตก ทำให้เกิดความเสียหายของสมองอย่างเฉียบพลัน โดยการอาการแสดงนั้นจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับตำแหน่งของสมองที่ได้รับความเสียหาย แต่โดยส่วนมากจะเกิดความผิดปกติของการเคลื่อนไหว การรับความรู้สึก อารมณ์ การรับรู้ เป็นต้น (ภาพที่ 1) ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองและทำให้มีคุณภาพชีวิตลดลง (1)

ภาพที่ 1 การทำงานของสมองแต่ละบริเวณ (2)

การฟื้นตัวของสมองหลังเป็นโรค

หลังจากสมองเกิดความเสียหายในระยะเฉียบพลันแล้ว จะมีกระบวนการการฟื้นตัวของสมองเกิดขึ้นตามมาทันที โดยในระยะแรก เซลล์สมองส่วนที่เสียหายจะมีการปรับตัว โดยมีการทำหน้าที่ทดแทนจากเซลล์สมองส่วนใกล้เคียงที่ยังปกติ เรียกว่า neural plasticity ซึ่งเป็นกระบวนการนี้มีความสำคัญต่อการฟื้นฟูสมรรถภาพของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเป็นอย่างยิ่ง หากได้รับการฟื้นฟูอย่างถูกต้อง เพื่อกระตุ้นกระบวนการนี้ ก็จะยิ่งส่งเสริมการฟื้นตัวของเซลล์สมองได้มากขึ้น ทำให้ผู้ป่วยสามารถที่จะกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างใกล้เคียงปกติมากที่สุด (3,4)

ปัจจัยที่ส่งเสริมการฟื้นตัวของสมองหลังเป็นโรคหลอดเลือดสมอง (4,5)

  1. การกระตุ้นให้ใช้ร่างกายข้างอ่อนแรง

การใช้งานร่างกายข้างอ่อนแรงบ่อยๆ จะช่วยส่งเสริมการฟื้นคืนหน้าที่ของเซลล์สมองได้มากขึ้น โดยผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองมักจะมีอาการอ่อนแรงครึ่งซีก จึงรู้สึกยากลำบากหากจะใช้งานร่างกายข้างที่อ่อนแรง ทำให้มักลดการใช้งานร่างกายข้างนั้นไปโดยปริยาย แต่อย่างไรก็ตาม โดยธรรมชาติของสมองแล้ว ถ้าลดการใช้งานร่างกายส่วนใด สมองที่ควบคุมร่างกายส่วนนั้นก็จะลดการทำงานลงด้วยเช่นกัน ดังนั้นในทางตรงข้าม หากเรากระตุ้นให้แขนและขาข้างอ่อนแรงให้ได้ใช้งาน ก็จะทำให้สมองข้างนั้นๆมีการทำงานและฟื้นตัวได้ดีขึ้นด้วยเช่นกัน

  1. การฝึกแบบจำเพาะเจาะจงต่อปัญหา

ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองแต่ละคนจะมีปัญหาที่ต้องการแก้ไขต่างกัน ขึ้นอยู่กับอาการที่เป็นและความต้องการที่จะทำกิจกรรมนั้น เช่น บางคนไม่สามารถเดินและการทรงตัวได้ด้วยตนเอง ในขณะที่บางคนอาจมีปัญหาเพียงแค่ใช้งานมือไม่ได้เหมือนเดิม ดังนั้นการฝึกเพื่อฟื้นฟูอย่างจำเพาะเจาะจงต่อปัญหาจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง หากต้องการแก้ไขปัญหาส่วนใด ต้องเลือกฝึกจำเพาะเจาะจงเพื่อกระตุ้นการทำงานของสมองส่วนนั้นอย่างเต็มที่

  1. การฝึกทำซ้ำโดยมีความหนักในการฝึกที่เหมาะสม

จำนวนครั้งและระยะเวลาในการฝึกที่เพียงพอมีความสำคัญเป็นอย่างมาก การฝึกซ้ำจะช่วยให้สมองเรียนรู้จนเกิดเป็นความชำนาญในการเคลื่อนไหวท่านั้นๆ ทั้งนี้ควรฝึกให้พอเหมาะ ถูกต้อง และมีระยะเวลาพักที่เหมาะสมจะช่วยทำให้มีการจดจำการเรียนรู้ในระยะยาวได้ดีขึ้น ดังนั้นหลักการง่ายๆ ที่ผู้ป่วยต้องท่องไว้ให้ขึ้นใจ คือ “อยากดีขึ้น ต้องขยันฝึก”

  1. ฝึกกิจกรรมที่สร้างแรงจูงใจ

ผู้ป่วยควรมีส่วนร่วมในการเลือกกิจกรรมที่จะฝึก โดยกิจกรรมนั้นผู้ป่วยต้องมีความสนใจและอยากจะทำ โดยส่วนมากมักเป็นกิจกรรมที่เคยทำได้และอยากกลับไปทำได้อีกครั้ง ดังนั้นการตัดสินใจด้วยตนเองประกอบกับประสบการณ์ในอดีตของตัวผู้ป่วย จะช่วยให้ผู้ป่วยมีแรงจูงใจ สามารถกระตุ้นให้สมองเกิดการเรียนรู้ ฟื้นฟูและจดจำทักษะได้เร็วขึ้น การที่ผู้ป่วยมีเป้าหมายในการฝึกที่ชัดเจนและมีความยากในระดับที่ท้าทายต่อความสามารถ จะทำให้ฝึกได้สนุก จดจ่อต่อการฝึก ไม่เบื่อ ซึ่งส่งผลดีต่อการฟื้นฟูได้ดียิ่งขึ้น

  1. ช่วงเวลาที่เหมาะสม

หลังจากเป็นโรคหลอดเลือดสมอง เมื่ออาการต่าง ๆ คงที่ ควรได้รับการฝึกเพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพให้เร็วที่สุด โดยมีระยะเวลาในการฟื้นตัวดีที่สุดคือ 3-6 เดือนแรกหลังจากเป็นโรคหลอดเลือดสมอง (6)

  1. อายุ ผู้ที่มีอายุน้อยจะมีการฟื้นตัวของสมองได้ดีกว่าผู้สูงอายุ
  2. สภาวะจิตใจ

ความเครียดและซึมเศร้ามีผลเสียอย่างยิ่งต่อการฟื้นตัวของสมอง จากการวิจัยพบว่าสาร BDNF (Brain-derived neurotrophic factor) ซึ่งเป็นเป็นสารที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์ประสาทในสมองนั้น ลดลงเป็นอย่างมากเมื่อมีความเครียด วิตกกังวล และซึมเศร้า ส่งผลขัดขวางต่อกระบวนการการเรียนรู้และฟื้นตัวของสมอง สภาวะจิตใจของผู้ป่วยมีส่วนสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการฟื้นฟู (7) ดังนั้นผู้รักษาและญาติจำเป็นจะต้องเข้าใจและให้กำลังใจ เพื่อลดความวิตกกังวล ความเครียดให้น้อยที่สุด และเตรียมให้พร้อมกับการฝึกให้เกิดผลดีมากที่สุด

  1. การปรับรูปแบบการใช้ชีวิตประจำวันและการทำงาน จากการสำรวจผู้ป่วยหลอดเลือดสมองหลังจากกลับมาอยู่บ้านแล้ว หากผู้ป่วยได้มีโอกาสมีส่วนทำกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวันเช่นเดียวกับก่อนเกิดโรคหลอดเลือดสมอง จะส่งผลดีต่อการฟื้นตัวของผู้ป่วยที่จะปรับตัวต่อกิจกรรมประจำวันได้ดีกว่าการฝึกออกกำลังกายเพียงอย่างเดียว (9)

ทั้งนี้ ในการฝึกเพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในระยะเริ่มต้นนั้น จึงควรอยู่ในความดูแลของนักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด หรือนักวิชาชีพสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การฝึกเป็นไปอย่างมีลำดับขั้นตอน จากง่ายไปยาก เพื่อส่งเสริมให้เรียนรู้ทักษะการเคลื่อนไหวที่ถูกต้องเหมาะสม เช่น ผู้ป่วยมีอาการขาอ่อนแรง ยังไม่สามารถขยับเคลื่อนไหวได้มากนัก หากพากระตุ้นให้เดินทันทีโดยที่สภาพร่างกายยังไม่พร้อม อาจถือเป็นกิจกรรมที่หนักเกินไป ซึ่งจะกระตุ้นให้มีอาการเกร็งมากขึ้นและสมองจะจดจำรูปแบบการเดินที่ผิดไปจากปกติ ซึ่งไม่มั่นคง และทำให้เกิดปัญหาของข้อต่อและกล้ามเนื้อตามมาในอนาคตได้

ดังนั้น การฝึกภายใต้ความดูแลของนักกายภาพบำบัดและวิชาชีพที่เกี่ยวข้องจึงมีความสำคัญ เพื่อช่วยเลือกรูปแบบและกิจกรรมในการฝึกให้เหมาะสมต่อความสามารถของผู้ป่วยแต่ละคน ส่งเสริมให้ผู้ป่วยได้ใช้ศักยภาพของตนเองในการฟื้นฟูความสามารถได้อย่างเต็มที่ จนสามารถกลับไปใช้งานได้อย่างใกล้เคียงปกติมากที่สุด (8) แต่อย่างไรก็ตาม ในการฝึกอย่างได้ประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุดนั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งตัวผู้ป่วย รวมถึงครอบครัวและผู้ดูแล ที่จะต้องร่วมมือร่วมใจ ช่วยกันฝึกตามที่ได้เรียนรู้อย่างต่อเนื่องที่บ้านด้วยเช่นกัน

เรียบเรียงโดย ก.ภ.สุธางค์ ตัณทนาวิวัฒน์

References

  1. Kuriakose D, Xiao Z. Pathophysiology and treatment of stroke: present status and future perspectives. Int J Mol Sci. 2020;21(20):7609.
  2. Robert P, Lehr Jr. Brain function[Internet]. United States of America: Centre for Neuro Skills; 1995 [cited 2021 Feb 4]. Available from: https://www.neuroskills.com/brain-injury/brain-function
  3. Carey L, Walsh A, Adikari A, Goodin P, Alahakoon D, De Silva D, et al. Finding the Intersection of Neuroplasticity, Stroke Recovery, and Learning: Scope and Contributions to Stroke Rehabilitation. Neural Plast. 2019.
  4. Kleim JA, Jones TA. Principles of experience-dependent neural plasticity: Implications for rehabilitation after brain damage. J Speech Lang Hear Res. 2008;51:S225-39.
  5. Maier M, Ballester BR, Verschure PFMJ. Principles of neurorehabilitation after stroke based on motor learning and brain plasticity mechanisms. Front Syst Neurosci. 2019;13:74.
  6. Grefkes C, Fink GR. Recovery from stroke: current concepts and future perspectives. Neurol Res Pract. 2020;17.
  1. Chaturvedi P, Tiwari V, Singh AK, Qavi A, Thacker AK. Depression impedes neuroplasticity and quality of life after stroke. J Family Med Prim Care. 2020;9(8):4039-44.
  2. พัชรี คุณคํ้าชู. การฝึกเดินในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง. ธรรมศาสตร์เวชสาร. 2555;12:370-74.
  3. Kotila M, Waltimo O, Niemi ML, Laaksonen RI, Lempinen MA. The profile of recovery from stroke and factors influencing outcome. Stroke. 1984 Nov;15(6):1039-44.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *