การออกกำลังกายหลังผ่าตัดข้อสะโพก ในผู้ป่วยข้อสะโพกหัก

กระดูกข้อสะโพกเป็นข้อต่อที่พบการหักได้บ่อยในผู้สูงอายุ เนื่องจากปัจจัยด้านมวลกระดูกที่ลดลงเมื่ออายุมากขึ้น รวมถึงปัจจัยด้านความสามารถในการทรงตัว ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงของการล้ม ในชีวิตประจำวันและจากอุบัติเหตุต่าง ๆ โดยภาวะข้อสะโพกหักนั้นสามารถพบได้ในเพศหญิงมากกว่าเพศชายประมาณ 2-3 เท่า (1) เมื่อผู้ป่วยมีภาวะข้อสะโพกหักนั้นจะสามารถมีโอกาสการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ตามมาได้จากการที่ไม่ได้เคลื่อนไหวเป็นเวลานาน เช่นภาวะแผลกดทับ หรือ ภาวะหลอดเลือดดำอุดตันภาวะปอดอักเสบ เป็นต้น ซึ่งภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้อาจพัฒนาไปเป็นสาเหตุการเสียชีวิตได้อีกด้วย นอกจากนี้หลังการผ่าตัดกระดูกข้อสะโพกที่หัก หากไม่ดูแลฟื้นฟูอย่างถูกวิธีก็อาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาวได้เช่นกัน โดยพบว่า 50% ของผู้ป่วยข้อสะโพกหักจะกลายเป็นผู้ที่ต้องพึ่งพาผู้อื่นในการใช้ชีวิตประจำวัน (1) ดังนั้นการดูแลผู้ป่วยข้อสะโพกหักนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญและควรให้การดูแลอย่างใกล้ชิดและถูกวิธี

ภายหลังการผ่าตัดกระดูกข้อสะโพกหักเพื่อยึดข้อสะโพกเข้าด้วยกันแล้ว จะใช้เวลาประมาณ 2-3 วันจึงจะเริ่มลงน้ำหนักได้บางส่วนตามการประเมินของแพทย์หรือนักกายภาพบำบัด โดยมักจะเริ่มฝึกลงน้ำหนัก และฝึกเดินด้วยโครงช่วยเดิน (วอร์คเกอร์) นอกจากนี้หากผู้ป่วยเริ่มลงน้ำหนักได้แล้ว ผู้ป่วยก็ควรออกกำลังกายและฝึกการเคลื่อนไหวอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะตามมาได้ รวมทั้งเป็นการฟื้นฟูการเคลื่อนไหวและความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวันให้คืนกลับมาอย่างมีประสิทธิภาพที่ดีที่สุดอีกด้วย

ในช่วงแรกของการพักฟื้น ผู้ป่วยอาจจะยังไม่สามารถลุกขึ้นนั่งหรือยืนเดินได้ ดังนั้นช่วงเวลาที่อยู่บนเตียงผู้ป่วยควรจะมีการขยับและเคลื่อนไหวเพื่อเป็นการรักษากำลังกล้ามเนื้อ และป้องกันภาวะลิ่มเลือดอุดตันจากการไม่ได้ขยับเป็นเวลานาน

  1. ท่ากระดกปลายเท้า ให้เหยียดข้อเท้า ขึ้นและลง สลับกัน โดยเหยียดไปให้สุดทั้งสองด้าน

  1. ท่าลากเท้า ให้ตั้งเข่าขึ้นบนเตียงจากนั้นลากเท้าเข้าและออกอย่างช้า ๆ ในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกต้องระวังไม่ให้ข้อสะโพกงอมาจนเกิน 90° ในด้านที่ได้รับการผ่าตัด

ทั้งสองท่าสามารถทำได้เรื่อย ๆ ตลอดเมื่ออยู่บนเตียง หรือทำทุก ๆ ชั่วโมง รอบละ 20 – 30 ครั้ง

การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มกำลังกล้ามเนื้อรอบข้อสะโพก

หลังได้รับการผ่าตัด ผู้ป่วยควรฟื้นฟูและสร้างกำลังกล้ามเนื้อรอบข้อสะโพกให้มากขึ้นเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของข้อสะโพก เพื่อใช้ในการรับน้ำหนัก การทรงตัว และ การเคลื่อนไหวที่ดีต่อไป (2)

  1. ออกกำลังกายกล้ามเนื้อเหยียดและกางขา

ท่าเริ่มต้น ยืนตรง มือจับราวหรือสิ่งที่มั่นคง จากนั้นค่อย ๆ เยียดขาไปยังด้านต่าง ๆ ประกอบด้วย กางขาไปด้านข้าง เหยียดขาไปด้านหน้า และเหยียดขาไปด้านหลัง โดยให้ทำทีละด้านแต่ละครั้งพยายามคุมสะโพกและลำตัวให้ตรง ทำซ้ำทั้งหมดด้านละ 15 ครั้ง  และทำซ้ำ 3 รอบ

  1. ออกกำลังกายกล้ามเนื้อสะโพก clam shell

ท่าเริ่มต้น นอนตะแคงงอเข่าซ้อนกันสองข้าง ในกรณีที่ผู้ป่วยได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกมา ให้หาหมอนมารองระหว่างขาเพื่อป้องกันการหุบขา จากนั้นค่อย ๆ กางเข่าขึ้นโดยให้เท้ายังติดกันอยู่ และพยายามคุมสะโพกให้ตั้งตรงทำซ้ำ15 ครั้ง 3 รอบ

  1. ออกกำลังกายกล้ามเนื้อสะโพก bridging

ท่าเริ่มต้น นอนหงายชันเข่าขึ้น กางขาระดับสะโพก ค่อย ๆ ยกสะโพกขึ้นค้างไว้ 5-10 วินาที ทำซ้ำ 15 ครั้ง 3 รอบ

การออกกำลังกายเพื่อฝึกการลงน้ำหนัก 

ความสามารถในการลงน้ำหนักของผู้ป่วยหลังผ่าตัดนั้นเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากเมื่อสามารถลงน้ำหนักได้ดีจะส่งผลดีโดยตรงต่อความสามารถในการเคลื่อนไหวและการใช้ชีวิตประจำวัน รวมทั้งช่วยเพิ่มความสามารถการพึ่งพาตัวเอง อีกทั้งการลงน้ำหนักเต็มที่ในข้างที่ได้รับการผ่าตัดนั้น ไม่ได้ส่งผลเสียหรือทำให้เพิ่มแรงกระทำต่อข้อสะโพก มากไปกว่าการลงน้ำหนักขาเพียงบางส่วนอีกด้วย (3)

  1. การฝึกลงน้ำหนักให้เท่ากันทั้งสองข้าง

ท่าเริ่มต้น ยืนกางขาระดับสะโพกในโครงช่วยเดิน และใช้มือทั้งสองข้างจับราวจับให้มั่นคง จากนั้นค่อย ๆ ถ่ายน้ำหนักตัวไปยังขาข้างที่ผ่าสะโพกเพื่อให้การลงน้ำหนักที่ขาทั้งสองข้างใกล้เคียงกันมากที่สุดโดยไม่ให้รู้สึกเจ็บมากจนเกินไป ค้างไว้ 5-10 วินาที หรือเท่าที่ไหว แล้วค่อย ๆ ผ่อนแรงกลับไปในจุดที่ไม่มีอาการเจ็บอย่างช้า ๆ ทำซ้ำ 10 ครั้ง

  1. การฝึกลงน้ำหนักเพื่อการพยุงตัวในการก้าวขึ้นบันได

ท่าเริ่มต้น ยืนหน้าต่อพื้นต่างระดับหรือขั้นบันได โดยให้มือสามารถเอื้อมจับราวเพื่อพยุงตัวได้ จากนั้นค่อย ๆ ก้าวขาข้างที่บาดเจ็บขึ้นไปวางบนขั้นค่อย ๆ กดถ่ายน้ำหนักลงคล้ายจะเหยียดตัวขึ้นบันได คุมแรงกดให้พอประมาณเท่าที่รู้สึกไม่เจ็บจนเกินไป จากนั้นผ่อนแรงกลับมาลงน้ำหนักที่ขาด้านหลังและทำซ้ำ 10 ครั้ง

การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มการทรงตัว

การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มการทรงตัวนั้นเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ป่วยหลังผ่าตัดข้อสะโพกหักเป็นอย่างมาก เนื่องจากจะช่วยลดความเสี่ยงในการล้มหรือบาดเจ็บซ้ำ และยังสามารถช่วยเพิ่มความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวันและคุณภาพชีวิตให้กับผู้ป่วยได้อีกด้วย (4)

  1. ยืนแตะเท้าตามทิศต่าง ๆ

ท่าเริ่มต้น ยืนไม่จับราว แต่อาจจะมีราวจับหรือคนคอยสังเกตอยู่ใกล้ ๆ เพื่อช่วยเหลือหากผู้ป่วยมีอาการเซหรือทรงตัวไม่อยู่ จากนั้นค่อย ๆ ก้าวขาไปแตะที่ทิศต่าง ๆ ตามคำบอก โดยเริ่มต้นอาจใช้ขาข้างที่ได้รับการผ่าตัดในการก้าวเพื่อให้ขาข้างปกติทำหน้าที่ในการรับน้ำหนักขณะก้าว แต่ถ้าหากขาที่ได้รับการผ่าตัดสามารถรับน้ำหนักได้ดีแล้วอาจใช้ขาข้างที่ผ่าตัดเป็นขาที่ยืนเป็นหลักได้เพื่อฝึกการลงน้ำหนักและการควบคุมการทรงตัว โดยให้แตะตามทิศต่าง ๆ 8 ทิศ ตามแนวตรงและแนวทแยงมุม ด้านหน้า ด้านข้าง ด้านหลัง ด้านซ้ายเฉียงหน้า เป็นต้น โดยทำตามคำบอกของผู้ดูแลแบบสุ่ม ทิศละ 10

  1. เดินต่อเท้า

ท่าเริ่มต้น ยืนปกติจากนั้นค่อย ๆ ก้าวขาไปข้างหน้าโดยให้ส้นเท้าต่อกับปลายเท้าอีกข้างนึงสลับกันไปต่อเนื่องประมาณ 10 ก้าว จากนั้นให้พักมายืนในท่าปกติ และเดินซ้ำ 3-5 รอบ

การออกกำลังกายเพื่อฝึกระบบการหายใจ 

ระบบการหายใจเป็นอีกระบบหนึ่งที่มีความสำคัญและมักถูกมองข้าม เนื่องจากผู้ป่วยหลังผ่าตัดข้อสะโพกในช่วงพักฟื้นที่โรงพยาบาล หรือช่วงแรกของการฟื้นฟูอาจจะยังไม่สามารถเคลื่อนไหวได้มากนัก ทำให้การรับออกซิเจนและระบบการทำงานของทางเดินหายใจไม่ได้ถูกใช้งานอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในผู้ป่วยสูงอายุอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ตามมาได้ง่าย เช่น การมีเสมหะคั่งค้างหรือรูปแบบการหายใจเปลี่ยนไปหายใจสั้นและตื้นเป็นต้น และยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคปอดอักเสบขณะพักรักษาตัวอีกด้วย (5)

โดยวิธีการฝึกหายใจเบื้องต้นนั้น สามารถทำได้โดยให้ผู้ป่วยวางมือที่บริเวณหน้าท้องใต้ลิ้นปี่ และบริเวณทรวงอกส่วนบน จากนั้นค่อย ๆ หายใจเข้าลึกให้รู้สึกว่าหน้าท้องป่องออกขึ้นด้านหน้าให้มากที่สุด จากนั้นให้เป่าลมออกทางปากช้า ๆ นำลมออกให้สุดจนหน้าท้องแฟบลง และหน้าอกส่วนบนเคลื่อนตัวลงมากที่สุด โดยทั้งระหว่างหายใจเข้าและหายใจออกนั้นให้ทำอย่างผ่อนคลาย พยายามไม่เกร็งหรือตั้งใจมากจนเกินไป ทำซ้ำประมาณ 5 รอบการหายใจ หลังจากนั้นให้กลับมาหายใจแบบปกติ โดยการฝึกหายใจนี้สามารถออกกำลังกายร่วมกับการทำท่าเพื่อเพิ่มการเคลื่อนไหวของทรวงอกได้ดังนี้

  1. ช่วงหายใจเข้าลึก ให้ยกแขนขึ้นด้านหน้าจากนั้นค่อย ๆ ยกแขนลงตามภาพพร้อมเป่าลมออกทางปากช้า ๆ

        หายใจเข้า               หายใจออก

  1. ช่วงหายใจเข้าลึก ให้ยกแขนขึ้นด้านข้างและเอียงตัวไปตามภาพจากนั้นค่อย ๆ ยกแขนลงพร้อมเป่าลมออกทางปากช้า ๆ ทำสลับกันสองข้าง

        หายใจเข้า               หายใจออก

  1. ใช้สองมือประสานมือกันเฉียงขึ้นจากมุมด้านล่าง แล้วทแยงเฉียงขึ้นไปฝั่งตรงข้ามพร้อมหายใจเข้าลึก ๆ จากนั้นค่อย ๆ ยกแขนลงเฉียงกลับมาตำแหน่งเดิมพร้อมเป่าลมออกทางปากช้า ๆ

          หายใจเข้า                              หายใจออก

เรียบเรียงโดย กภ.ดุสิตา วงศ์สง่าศรี

เอกสารอ้างอิง

  1. มลฤดี เพ็ชร์ลมุล, สุภาพ อารีเอื้อ. การชะลอการผ่าตัดในผู้ป่วยสูงอายุที่กระดูกสะโพกหัก: ปรากฏการณ์ทางคลินิกที่ท้าทายการจัดการ.Rama Nurs J. May – August 2009. Vol. 15 No.2.
  2. เมธาพร มั่นคง. กล้ามเนื้อสะโพกนั้น สำคัญอย่างไร. [Internet]. 2020 [cited 2020 OCT15]. Availablefrom: http://www.pt.mahidol.ac.th/knowledge/?p=1699
  3. Pfeufer D. Weight‐bearing restrictions reduce postoperative mobility in elderly hip fracture patients. Arch Orthop Trauma Surg. 2009; 139:1253–1259.
  4. Moseley AM, Sherrington C, Lord SR, Barraclough E, St George RJ, Cameron ID. Mobility training     after hip fracture: a randomised controlled trial. Age ageing. 2009;38:74–80.
  5. Ståhl A, Westerdahl E. Postoperative physical therapy to prevent hospital-acquired pneumonia in      patients pver 80 years undergoing hip fracture surgery—A quasi-experimental study. Clin interv aging. 2020;15 1821–1829.
  6. Lee SY. Effect of balance training after hip fracture surgery:A systematic review and meta-analysis of         randomizedcontrolled studies. J Gerontol A Biol Sci Med Sci. 2019.  74 No.10:1679–1685.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *