บทความ “เคล็ดไม่ลับ สอนลูก ให้เป็นงานบ้าน”

เมื่อพูดถึงงานบ้าน ทุกคนมักคิดว่าเป็นหน้าที่หลักของคุณแม่ แต่ถ้าบ้านไหนที่มีเด็ก ๆ คอยช่วยเหลืองานบ้าน ก็ย่อมทำให้คุณแม่ชื่นใจไม่น้อย และยังได้ฝึกให้เด็กได้ดูแลตัวเองและมีความรับผิดชอบอีกด้วยนะคะ

วันนี้นักกิจกรรมบำบัดจะมาบอกเคล็ดลับ ที่ช่วยให้หนู ๆ สนใจทำงานบ้านกับคุณพ่อคุณแม่กันค่ะ .. 🙂

ก่อนอื่นเลย เรามาทำความเข้าใจประโยชน์ของงานบ้านสำหรับเด็กกันก่อนค่ะ

  • งานบ้านเป็นกิจกรรมหนึ่งในชีวิตประจำวันของเด็ก ที่จะช่วยส่งเสริมทักษะชีวิตให้กับพวกเขา ไม่น้อยไปกว่าการเรียนหนังสือ
  • งานบ้านสร้างความรับผิดชอบ สร้างความมั่นใจในตนเอง

เด็กจะเกิดความรู้สึกภาคภูมิใจในตนเอง เมื่อสามารถรับผิดชอบงานบ้านในส่วนของตนเอง และสามารถช่วยเหลือพ่อแม่ได้

  • งานบ้านสอนให้เด็กมีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น เรียนรู้ความเคารพซึ่งกันและกัน

เพราะเด็กอาจรู้สึกเห็นอกเห็นใจคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องเก็บกวาดสิ่งที่พวกเขาทำรกไว้ ทั้ง ๆ ที่ยังเหนื่อยจากการทำงาน

  • งานบ้านสร้างความขยันในการทำงาน สอนให้เด็กเรียนรู้การวางแผน และการจัดการเวลา

เด็กจะได้เรียนรู้การจัดการเวลาในตารางชีวิตของพวกเขา เพื่อให้มีเวลาเพียงพอสำหรับการเรียน เล่น พักผ่อน และทำงานบ้าน ได้อย่างสมดุล เป็นการเตรียมความพร้อมสู่ช่วงวัยต่าง ๆ ตั้งแต่ช่วงวัยเด็กเล็ก โดยเด็กจะเรียนรู้จากการสังเกตคนรอบตัวและพัฒนาสู่ตนเอง (4)

  • งานบ้านที่ทำร่วมกันทั้งครอบครัว ช่วยส่งเสริมทักษะการทำงานเป็นทีม อีกทั้งช่วยพัฒนาและเสริมสร้างสายใยครอบครัว

 

นอกจากนี้งานวิจัยฉบับหนึ่งยังกล่าวถึงผลดีของงานบ้านที่ว่า เด็กที่ได้รับการฝึกให้ทำงานบ้าน ตั้งแต่วัยอนุบาล เมื่อโตขึ้นมาอยู่ในวัยประถม จะมีพฤติกรรมทางสังคม และการรับรู้ความสามารถของตนเองที่สูงกว่าเด็กที่ไม่ได้รับการฝึก (2)

 

ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่หลาย ๆ ท่านคงเห็นแล้วว่า งานบ้านนั้นมีความสำคัญต่อเด็ก ๆ มากเพียงไหน…

แต่จากการศึกษาเกี่ยวกับสถิติการทำงานบ้านของเด็ก ๆ กลับพบว่าจำนวนเด็กที่ได้รับการฝึกให้ทำงานบ้านลดน้อยลงเหลือเพียง 28% เมื่อเทียบกับจำนวนของผู้ปกครองที่เคยได้รับการฝึกให้ทำงานบ้านในวัยเด็ก (3,4)

 

วิถีชีวิตของมนุษย์ในปัจจุบันเปลี่ยนไปจากยุคสมัยก่อนมาก การแข่งขันทั้งทางด้านเวลา ทางด้านหน้าที่การงาน และการเรียน ซึ่งเด็ก ๆ เองก็ได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงนี้ด้วยเช่นกัน

มีปัจจัยมากมายที่เป็นข้อจำกัดต่อการฝึกทำงานบ้านของเด็ก ๆ ได้แก่

  • ข้อจำกัดทางกิจกรรม เด็ก ๆ มีกิจกรรมในชีวิตประจำวันเยอะขึ้น ทั้งเรียนปกติ เรียนพิเศษ เล่น และพักผ่อน
  • ข้อจำกัดทางด้านเวลา ด้วยเวลาที่เร่งรีบ การใช้เวลาไปกับการเดินทางบนท้องถนน การแบ่งเวลาจากกิจกรรมที่รัดตัว ก็ทำให้เป็นข้อจำกัดต่อการทำงานบ้าน
  • ข้อจำกัดทางด้านสถานที่ ครอบครัวขนาดเล็กบางครอบครัว อาศัยอยู่คอนโด เพื่อความสะดวกสบาย ฉะนั้นงานบ้านจึงไม่มีรายละเอียดหรือสิ่งที่ต้องทำเยอะมากนัก ผู้ปกครองจึงอาจเลือกที่จะทำงานบ้านเองจนเสร็จหรือใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาช่วยให้ง่ายขึ้นและรวดเร็วขึ้น

 

แล้วคุณพ่อคุณแม่มือใหม่จะฝึกลูกให้ช่วยทำงานบ้านได้อย่างไร ?

ก่อนอื่นเลย เราต้องไม่ทำให้เด็กรู้สึกว่างานบ้านนั้นเป็นภาระที่น่าเบื่อ แต่ควรสร้างให้เด็ก ๆ รู้สึกว่างานบ้านเป็นการทำกิจกรรมร่วมกันในครอบครัว เพื่อให้เขาไม่รู้สึกกดดันหรือปฏิเสธการทำงานบ้าน (4) และนักกิจกรรมบำบัดมีเคล็ดไม่ลับ 5ช ที่จะช่วยให้เด็กหันมาทำงานบ้านมากขึ้นมาฝากคุณพ่อคุณแม่ทุกท่านกันค่ะ

เคล็ดไม่ลับ 5ช ช่วยลูกน้อยให้สนใจทำงานบ้านมากขึ้น

  1. ช่วงวัย

ช่วงวัยเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาก่อนเริ่มให้เด็กทำงานบ้าน เพราะหากเลือกงานบ้านที่ยากเกินความสามารถ เด็กก็อาจจะปฏิเสธ ไม่มีกำลังใจในการทำงานบ้าน แต่หากเลือกงานบ้านที่เหมาะสมกับช่วงวัยของเด็กก็จะเป็นผลดีมากกว่า ซึ่งผลของงานวิจัยหนึ่งกล่าวว่า การทำงานบ้านตั้งแต่วัย 3-4 ปี มีผลต่อการประสบความสำเร็จในวัยผู้ใหญ่ตอนต้น (3)

 

ช่วงวัย 2-3 ปี: เป็นวัยที่เริ่มต้นเรียนรู้ตามพัฒนาการ จึงควรสอนทำงานบ้านโดยเน้นขั้นตอนง่าย ๆ เน้นให้ช่วยเหลือ เด็กจะรู้สึกภูมิใจที่ตนเองสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้

ตัวอย่าง: ช่วยเก็บหมอน ผ้าห่ม ไว้เข้าที่หลังตื่นนอน ช่วยเก็บของเล่นและหนังสือที่ใช้เสร็จแล้ว นำเสื้อที่ใส่แล้วลงตะกร้า ช่วยให้อาหารสัตว์

 

ช่วงวัย 4-5 ปี: เด็กในวัยนี้สามารถเริ่มทำงานง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน คุณพ่อคุณแม่ควรเน้นสอนเด็กแบบตัวต่อตัว ฝึกให้เด็กรับผิดชอบงานบ้านที่เกี่ยวข้องกับตนเอง และที่สำคัญ อย่าลืมว่าแรงจูงใจยังคงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเด็ก

ตัวอย่าง: เก็บของเล่นที่เล่นเสร็จแล้ว  จัดโต๊ะกินข้าว  จัดโต๊ะการบ้าน  ช่วยทำอาหารง่าย ๆ เช่น ตอกไข่ลงถ้วย หรือ นวดแป้งทำขนม  ช่วยเก็บของที่ตนเองซื้อมา เช่น เด็กขอให้คุณแม่ซื้อนมกล่องที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตให้ เมื่อกลับบ้านมา เด็กก็ต้องช่วยเก็บนมกล่องนั้นเข้าตู้เย็นเอง

 

ช่วงวัย 6-8 ปี: เด็กในวัยนี้จะเริ่มมีความคิดเป็นของตนเองมากขึ้น ความกระตือรือร้นที่เคยมีลดน้อยลง ผู้ปกครองจึงควรมอบหมายงานบ้านที่ชัดเจนให้กับเด็ก ที่สำคัญคือต้องสอนเหตุและผลของการทำงานบ้าน เพื่อให้เด็กเข้าใจว่าเราทำงานบ้านไปทำไม

ตัวอย่าง: เลี้ยงดูแลสัตว์เลี้ยงที่บ้าน กวาดบ้านถูบ้านเพื่อให้พื้นบ้านสะอาด นำขยะไปทิ้ง ตากผ้าและพับผ้า

 

ช่วงวัย 9-12 ปี: เด็กในวัยนี้ยังคงชอบความชัดเจน และเริ่มเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น จึงควรทำข้อตกลงร่วมกัน ทั้งนี้ผู้ปกครองยังสามารถให้รางวัลเด็กได้ในบางครั้ง เมื่อเด็กทำงานที่ตกลงกันไว้ได้เป็นอย่างดี

ตัวอย่าง: ช่วยล้างรถ ล้างจาน ช่วยเตรียมวัตถุดิบง่าย ๆ ในการทำอาหาร ช่วยล้างห้องน้ำ ช่วยเอาผ้าใส่เครื่องซักผ้าหรือซักผ้าชิ้นเล็ก ๆ ของตนเองด้วยมือ

 

ช่วงวัย 13-18 ปี: เป็นช่วงวัยที่เริ่มเข้าสู่วัยรุ่นตอนต้น ฉะนั้นผู้ปกครองจึงควรทำความเข้าใจวัยรุ่น สอนให้เขาเห็นว่าการจัดการเวลาเป็นสิ่งสำคัญ และสอนให้รู้จักการยืดหยุ่นเพื่อการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า

ตัวอย่าง: เปลี่ยนหลอดไฟ ซักรีดผ้าตนเองหรือของคนในครอบครัว ทำความสะอาดบ้าน หรือทำกับข้าว จ่ายตลาด

 

  1. ชัดเจน

การชวนให้เด็กมาทำงานบ้านได้นั้น ผู้ปกครองต้องชัดเจนในงานบ้านที่จะให้เด็กทำ โดยอิงตามความเหมาะสมตามแต่ละช่วงวัยว่าเด็กในวัยนั้นเหมาะกับงานบ้านประเภทไหนบ้าง

ชัดเจนในขั้นตอนและจุดสิ้นสุดของงานบ้าน เช่น ช่วยมัดถุงขยะและนำไปทิ้งในถังขยะหน้าบ้าน ช่วยจัดจานบนโต๊ะทานข้าว เป็นต้น

รวมถึงการสร้างสื่อที่จะช่วยเตือนให้เด็กรับรู้ถึงงานบ้านที่จะต้องทำ เช่น ทำตารางงานบ้าน ทำภาพกระตุ้นเตือน เป็นต้น

 

  1. ชี้แนะ

ผู้ปกครองควรชี้แนะเด็กถึงความสำคัญของงานบ้าน ชี้แนะขั้นตอนการทำงานบ้านเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันกับเด็ก โดยการชี้แนะอย่างค่อยเป็นค่อยไป พร้อมลงมือทำไปพร้อม ๆ กัน เพื่อให้เด็กเข้าใจได้ดีมากขึ้น

 

  1. ช่วยเหลือ

อย่าลืมว่าการทำงานบ้านอาจเป็นเรื่องง่ายสำหรับผู้ใหญ่ แต่อาจไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเด็ก ฉะนั้นความสำเร็จอาจไม่เกิดขึ้นในครั้งแรก ดังนั้นผู้ปกครองจึงควรให้การช่วยเหลือเด็ก เพื่อให้เด็กทำงานบ้านสำเร็จ สร้างความมั่นใจ เกิดความภาคภูมิใจ และมีกำลังใจในการทำงานบ้านครั้งถัด ๆ ไป

ทั้งนี้ผู้ปกครองควรหมั่นสังเกต และคอยรับฟัง เพื่อดูว่าเมื่อไหร่ที่เด็กต้องการความช่วยเหลือ จะได้ให้การช่วยเหลืออย่างทันท่วงที ทั้งนี้ต้องค่อย ๆ ลดการช่วยเหลือลง ให้เด็กเกิดความพยายามในการทำงานบ้านเองมากขึ้น

 

  1. ชมเชย

อย่าลืมให้รางวัลเมื่อเด็กทำได้ดี การให้รางวัลโดยการชมเชยที่กระบวนการ มากกว่าผลลัพธ์ เช่น การชมว่าเด็กมีความตั้งใจ ความรอบคอบของเด็ก เป็นต้น ทั้งนี้การชมเชยนั้นสามารถชมเชยได้หลายรูปแบบ เพื่อให้เด็กเกิดความภาคภูมิใจ เช่น ชมในรูปแบบของคำพูด ชมโดยรูปแบบของการกระทำ การกอด การยิ้ม เป็นต้น ผู้ปกครองไม่ควรให้รางวัลเป็นสิ่งของในเด็กเล็ก เพราะการให้รางวัลเป็นสิ่งของ อาจทำให้พฤติกรรมการช่วยเหลืองานบ้านของเด็กลดน้อยลงได้เมื่อเวลาผ่านไป (3)

 

เป็นอย่างไรกันบบ้างคะกับเคล็ดไม่ลับ 5ช  ลองนำเทคนิคต่าง ๆ ไปใช้กันดูนะคะ แต่อย่าลืมว่าเด็กทุกคนมีความแตกต่าง และอายุก็ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่จะช่วยในการตัดสินใจในการเลือกงานบ้านให้เด็กทำ การเลือกงานบ้านให้กับเด็ก ควรดูตามช่วงวัยที่เหมาะสม ดูความพร้อมทางด้านร่างกาย และความสนใจของเด็กร่วมด้วย

ที่สำคัญความสำเร็จอาจไม่ได้เกิดขึ้นในครั้งแรก ฉะนั้นแล้วสอนหนู ๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไปนะคะ นักกิจกรรมบำบัดเป็นกำลังใจให้คุณพ่อคุณแม่ทุกท่านค่ะ

เรียบเรียงโดย ก.บ.สรัลยา  งามจิตวงศ์สกุล

References

  1. Bazyk S. Exploring the development of meaningful work for children and youth in Western contexts. Work. 2005;24:11-20.
  1. White EM, DeBoer MD, Scharf RJ. Associations between household chores and childhood self-competency. JDBP. 2018;40:176-82.
  1. Rende R. The developmental significance of chores: then and now. Brown Univ Child Adolesc Behav Lett. 2015;31:1–7.
  2. Klein W, Graesch AP, Izquierdo C. Children and chores: a mixed-methods study of children’s household work in los angeles families. Anthropol Work Rev. 2009;30:98–109.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *