เวียนศีรษะ บ้านหมุน การล้มกับเบาหวาน….สัมพันธ์กันอย่างไร

โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรัง ที่ส่งผลต่อทุกระบบในร่างกาย ภาวะระดับน้ำตาลในเลือดที่มากเกินไป ในระยะยาวจะส่งผลต่อการทำงานและโครงสร้างของอวัยวะภายใน โดยจะเริ่มจากเปลี่ยนแปลงของระบบหลอดเลือด ทั้งระบบหลอดเลือดขนาดเล็ก (microvascular system) จะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่จอประสาทตา (retinopathy), ภาวะแทรกซ้อนเรื้อรังที่เส้นประสาทส่วนปลาย (diabetic peripheral neuropathy), ภาวะแทรกซ้อนทางไต (nephropathy) และ ระบบหลอดเลือดขนาดใหญ่ (macrovascular system) จะทำให้เกิดโรคหัวใจ (cardiovascular disease) และ โรคหลอดเลือดสมอง (cerebrovascular disease) (1)

ทำไมผู้ป่วยเบาหวานถึงเสี่ยงต่อการล้มมากกว่า….?

ร่างกายสามารถรักษาสมดุลการทรงท่าได้ (balance system) ต้องอาศัย 3 ระบบทำงานร่วมกัน ดังแสดงในภาพที่ 1

  1. ระบบสายตาและการมองเห็น (visual system)
  2. ระบบการรับรู้ตำแหน่งและการเคลื่อนไหว ผ่านกล้ามเนื้อ เอ็น และข้อต่อ (proprioceptive system)
  3. ระบบประสาทการทรงตัว รับรู้ผ่านหูชั้นในและระบบประสาทส่วนกลาง (vestibular system)

3.1 ระบบประสาทการทรงตัวส่วนกลาง (central vestibular system) รับรู้ผ่านสมองและไขสันหลัง

3.2 ระบบประสาทการทรงตัวส่วนปลาย (peripheral vestibular system) รับรู้ผ่านตัวรับความรู้สึกที่บริเวณหูชั้นใน

(ภาพที่ 1 แสดงระบบการทรงท่า โดย กภ.สรินดา ศาตะมาน)

ปัจจุบันพบว่ากลุ่มผู้สูงอายุที่มีโรคเบาหวานร่วมด้วยเกิดอัตราการล้มมากกว่ากลุ่มผู้สูงอายุที่ไม่มีโรคเบาหวาน (2) สาเหตุเนื่องจากจะมีภาวะแทรกซ้อนของหลอดเลือดขนาดเล็ก เกิดขึ้นที่บริเวณจอประสาทตา ซึ่งส่งผลต่อระบบการมองเห็น ภาวะแทรกซ้อนเรื้อรังที่เส้นประสาทส่วนปลาย ภาวะผิดปกติของหูชั้นในที่ควบคุมการทรงตัว ซึ่งส่งผลต่อระบบการรับรู้ตำแหน่งและการเคลื่อนไหวของร่างกาย ซึ่งหากทั้งสามระบบนี้หากมีความผิดปกติไปจะทำให้สูญเสียการทรงตัว เซ เสี่ยงต่อการล้มได้ (1) นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ป่วยเบาหวานที่ได้รับการรักษาด้วยยาฉีดอินซูลิน มีความเสี่ยงที่จะเกิดการล้มจากภาวะระดับน้ำตาลในเลือดต่ำอีกด้วย (3)

ในบทความนี้จะขอเน้นไปที่ระบบประสาทการทรงตัวส่วนปลาย (peripheral vestibular system) ดังแสดงในภาพที่ 2 ทำหน้าที่หลักในการทรงตัว หากมีความผิดปกติเกิดขึ้นจะทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ และ เสี่ยงต่อการล้มได้เช่นกัน มีผลการศึกษาหลายงานวิจัย พบว่าผู้ป่วยเบาหวานมีความผิดปกติของระบบประสาทการทรงตัวมากกว่าคนทั่วไป เนื่องจากภาวะน้ำตาลในเลือดที่สูง ส่งผลต่อหลอดเลือดฝอยขนาดเล็กเส้นประสาทส่วนปลาย รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างและหน้าที่ของอวัยวะที่รับรู้การเคลื่อนไหวและควบคุมการทรงตัวในหูชั้นใน ซึ่งกระทบต่อการทรงตัว (4)

มารู้จักระบบประสาทการทรงตัวส่วนปลาย (peripheral vestibular system)…กันเถอะ

ระบบนี้จะอยู่บริเวณหูชั้นในลักษณะ เป็นท่อกลวงมีของเหลวและเซลล์ขนอยู่ภายใน เมื่อศีรษะเรามีการเคลื่อนไหว ของเหลวภายในท่อจะมีการเคลื่อนไหวไปด้วย เมื่อของเหลวกระทบกับเซลล์ขนจะเกิดการนำกระแสประสาทไปยังสมอง เพื่อประมวลผล จากนั้นจึงแปลคำสั่งออกมา ให้ร่างกายรักษาสมดุลในการทรงท่าต่าง ๆ (5)

(ภาพที่ 2 แสดงระบบประสาทการทรงตัวส่วนปลาย (peripheral vestibular system) โดย กภ.สรินดา ศาตะมาน)

ความผิดปกติในการทํางานของระบบประสาทการทรงตัว สาเหตุมักเกิดจาก การเคลื่อนหลุดของตะกอนในหูชั้นใน (Benign Paroxysmal Positional Vertigo: BPPV), เส้นประสาทในหูชั้นในติดเชื้อ (vestibular neuritis), โรคความดันน้ำในหูไม่เท่ากัน (Meniere disease), การบาดเจ็บของศีรษะ, โรคหลอดเลือดสมอง, ผู้ที่ต้องใช้สายตาเป็นระยะเวลานาน เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ป่วยเบาหวานที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นระยะเวลานาน จะทำให้เกิดความผิดปกติของหูชั้นในที่ควบคุมการทรงตัวได้เช่นกัน (2, 5) หากผู้ป่วยเบาหวานมีระดับน้ำตาลสะสมในเลือด (HbA1C) สูงกว่า 7.0 มิลลิกรัม/เดซิลิตร เป็นระยะเวลานานหรือป่วยเป็นโรคเบาหวานมานานหลายปี จะยิ่งมีความเสี่ยงในการตรวจพบความผิดปกติของระบบประสาทการทรงตัวมากขึ้น (1, 2)

เมื่อระบบประสาทการทรงตัวของหูชั้นในมีความผิดปกติ จะทำให้มีอาการ เวียนศีรษะ อาจจะมีหรือไม่มีอาการบ้านหมุน ตาพร่ามัวขณะมีการเคลื่อนไหว และสูญเสียการทรงตัว ความผิดปกติดังกล่าวส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การทำงาน การเข้าสังคม และเสี่ยงต่อการล้มมากขึ้น ดังนั้นหากมีอาการดังกล่าวควรรีบปรึกษาแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดเพื่อรับคำแนะนำในการรักษาและการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง

การออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับอาการเวียนศีรษะจากความผิดปกติของหูชั้นในที่ควบคุมการทรงตัว

ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยเบาหวานหรือคนทั่วไป หากมีอาการตามที่กล่าวไว้ข้างต้นก็สามารถทำได้ โดยการออกกำลังกายนี้ชื่อว่า “Gaze stabilization exercise” มีวัตถุประสงค์เพื่อลดอาการเวียนศีรษะ บ้านหมุน ลดอาการตาพร่ามัวขณะเคลื่อนไหวศีรษะ เพิ่มความสามารถในการทรงท่าและความมั่นใจในการทำกิจวัตรประจำวัน (1)

ท่าบริหารจะมีทั้งหมด 3 ท่า จะอาศัยการเคลื่อนไหวของตาและศีรษะเป็นหลัก ทุกท่าควรอยู่ในท่านั่ง เตรียมอุปกรณ์เป็นปากกาหนึ่งด้ามหรือใช้ปลายนิ้วชี้ ถือไว้ด้านหน้าระดับสายตา ห่างจากตา ประมาณ 1 ฟุต (ภาพที่ 3) เน้นการทำเป็นจังหวะช้า ๆ แต่ต่อเนื่อง หากบริหารเร็วเกินไปจะให้ทำเวียนศีรษะได้

(ภาพที่ 3 การออกกำลังกายสำหรับอาการเวียนศีรษะจากความผิดปกติของหูชั้นในที่ควบคุมการทรงตัว โดย กภ.สรินดา ศาตะมาน)

ท่าที่ 1 มีขั้นตอนดังนี้ (ภาพที่ 4)

  1. นั่งบนเก้าอี้ ตัวตรง หน้าตรง
  2. มองไปที่ปลายปากกา จากนั้นหันศีรษะไปทางซ้ายจนสุด โดยตาทั้ง 2 ข้างมองปากกาตลอด
  3. จากนั้นหันศีรษะไปทางขวาจนสุด โดยตาทั้ง 2 ข้างมองที่วัตถุตลอดเช่นเดิม
  4. หันศีรษะไปทางซ้ายและขวาสลับกันต่อเนื่องเป็นเวลา 1 นาที ทำซ้ำ 3 ครั้งต่อวัน

ท่าที่ 1 โดย กภ.สรินดา ศาตะมาน

ท่าที่ 2 มีขั้นตอนดังนี้ (ภาพที่ 5)

  1. นั่งบนเก้าอี้ ตัวตรง หน้าตรง
  2. มองไปที่ปลายปากกา จากนั้นเงยศีรษะขึ้นจนสุด โดยตาทั้ง 2 ข้างมองปากกาตลอด
  3. จากนั้นก้มศีรษะลงจนสุด โดยตาทั้ง 2 ข้างมองที่วัตถุตลอดเช่นเดิม
  4. เงยและก้มศีรษะสลับกันต่อเนื่องเป็นเวลา 1 นาที ทำซ้ำ 3 ครั้งต่อวัน

(ภาพที่ 5 ขั้นตอนการออกกำลังกายสำหรับอาการเวียนศีรษะจากความผิดปกติของหูชั้นในที่ควบคุมการทรงตัวท่าที่ 2 โดย กภ.สรินดา ศาตะมาน)

ท่าที่ 3 มีขั้นตอนดังนี้ (ภาพที่ 6)

  1. นั่งบนเก้าอี้ ตัวตรง หน้าตรง
  2. มองไปที่ปลายปากกา จากนั้นหันศีรษะพร้อมกับเคลื่อนปากกาไปทางซ้ายจนสุด โดยตาทั้ง 2 ข้างมองปากกาตลอด
  3. จากนั้นหันศีรษะพร้อมกับเคลื่อนปากกาไปทางซ้ายจนสุด โดยตาทั้ง 2 ข้างมองที่วัตถุตลอดเช่นเดิม
  4. หันศีรษะไปทางซ้ายและขวาสลับกันต่อเนื่องเป็นเวลา 1 นาที ทำซ้ำ 3 ครั้งต่อวัน

(ภาพที่ 6 ขั้นตอนการออกกำลังกายสำหรับอาการเวียนศีรษะจากความผิดปกติของหูชั้นในที่ควบคุมการทรงตัวท่าที่ 3 โดย กภ.สรินดา ศาตะมาน)

ระหว่างบริหารหากรู้สึกง่ายเกินไป สามารถปรับความยากโดยเปลี่ยนเป็นท่ายืนหรือเพิ่มความเร็วได้ แต่หากรู้สึกมึนศีรษะเพิ่มขึ้นให้ลดความเร็วลง ถ้าอาการเวียนศีรษะยังไม่ดีขึ้นแนะนำให้หยุดบริหารทันที จากนั้นให้มองไปที่ไกล ๆ เพื่อผ่อนคลายดวงตา

ท่าบริหารทั้ง 3 ท่าเป็นเพียงการบริหารที่จะช่วยบรรเทาอาการเวียนศีรษะจากความผิดปกติของหูชั้นในที่ควบคุมการทรงตัวเท่านั้น

สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้ป่วยเบาหวานคือการควบคุมระดับน้ำตาลให้เหมาะสม โดยการควบคุมอาหาร การปรับพฤติกรรมและการออกำลังกายเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวานอันจะส่งผลต่อระบบสายตาและการมองเห็น ระบบการรับรู้ตำแหน่งและการเคลื่อนไหว ผ่านกล้ามเนื้อ เอ็น และข้อ รวมทั้งระบบประสาทการทรงตัว ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการควบคุมการทรงตัว เพื่อป้องกันการล้ม ดังนั้นการออกกำลังกายแอโรบิคและการออกกำลังกายแบบมีแรงต้าน ยังมีความสำคัญอยู่มากเพื่อช่วยในการคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมไม่สูงหรือต่ำจนเกินไป ลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน รวมทั้งป้องกันการล้มอีกด้วย

เรียบเรียงโดย กภ. สรินดา ศาตะมาน

 เอกสารอ้างอิง

  1. Linda J, D’Silva, Lin J, Staecker H, Whitney SJ, Kluding PM. Impact of diabetic complications on balance and falls: contribution of the vestibular system. Phys. 2016; 96(3):400-409.
  2. Li j, Jiang J, Zhang Y, Liu B, Zhang L. Impairment of vestibular function and balance control in patients with type 2 diabetes. Audiol Neurootol. 2019; 24(3):154-160.
  3. Yang Y, Hu X, Zhang Q, Zou R. Diabetes mellitus and risk of falls in older adults: a systemic review and meta-analysis. Age ageing. 2016; 45:761-767.
  4. Atsmoni AC, Brener A, Roth Y. Diabetes in the practice of otolaryngology. Diabetes Metab Syndr. 2019; 13:1141-1150.
  5. Gioacchini FM, Albera R, Re M, Scarpa A, Cassandro C, Cassandro E. Hyperglycemia and diabetes mellitus are related to vestibular organs dysfunction: truth or suggestion? A literature review. Acta diabetol. 2018; 55(12):1201-1207.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *