ปัสสาวะเล็ดไม่ควรมองข้าม ตอนที่ 2

ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ (Urinary incontinence) ในผู้สูงอายุ เป็นปัญหาด้านอายุรศาสตร์ ส่งผลให้เกิดความยากลำบากในการใช้ชีวิตประจำวัน ทำให้เกิดความกังวลใจในการเข้าสังคม และส่งผลต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก1,2 นอกจากนี้จากการศึกษายังพบว่า ปัญหาปัสสาวะเล็ดราดเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ผู้สูงอายุล้มเป็นอันดับที่ 3 รองลงมาจากอันดับที่ 1 คือ สภาพแวดล้อม อันดับ 2 คือ ผู้สูงอายุที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีโรคประจำตัวอย่างน้อย 3 โรค3 ตอนที่แล้วเราพอทราบลักษณะโครงสร้างของระบบการขับถ่ายปัสสาวะส่วนล่างกันแล้ว ในตอนนี้เราเราจะกล่าวถึง ชนิดของภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ที่พบบ่อยในผู้สูงอายุและแนวทางการรักษาทางกายภาพบำบัดกันค่ะ

  1. Stress Urinary incontinence คือ การเล็ดของปัสสาวะ ที่เกิดจากกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานไม่แข็งแรงหรือหย่อนยาน พบได้ทั้งในผู้สูงอายุ และผู้หญิงหลังคลอดบุตร มักเกิดเมื่อแรงดันในช่องท้องเพิ่มขึ้น เช่น ขณะไอ จาม หรือหัวเราะ แนวทางการรักษา คือ การบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน (Pelvic floor muscle training)

วิธีการ เริ่มต้นเรียนรู้กล้ามเนื้อที่จะขมิบให้ถูกมัด  คือ การทดลองขมิบขณะที่ปัสสาวะ หากสามารถขมิบให้ปัสสาวะหยุดไหลได้ ถือว่าขมิบกล้ามเนื้อได้ถูกมัด

-วิธีบริหาร คือ ขมิบกล้ามเนื้อให้ถูกมัด ทำได้ในทุกอิริยาบท แต่ไม่ควรทำขณะปัสสาวะ เพราะจะทำให้เกิดกระเพาะปัสสาวะอักเสบได้ ให้พยายามขมิบค้างไว้นานที่สุดเท่าที่ทำได้แล้วคลาย หรืออาจเริ่มจากฝึกในท่านอนหงายงอเข่าทั้งสองข้างขมิบค้าง 3 วินาที คลาย 3 วินาที ดังรูปที่ 1  นานประมาณ 10-15 นาทีต่อวัน เมื่อปฏิบัติตามวิธีดังกล่าวได้แล้ว สามารถเพิ่มความแรงและระยะเวลาขมิบให้มากขึ้นได้ หากต้องการให้กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานมีความแข็งแรงต่อไปในระยะยาว ควรปฏิบัติตามวิธีดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง จากการศึกษาพบว่า 84 เปอร์เซนต์ของผู้ป่วยที่มีอาการปัสสาวะเล็ดสามารถรักษาหายได้ด้วยการบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน4

รูปที่ 1

  1. Over active bladder คือ อาการปัสสาวะราด ไม่สามารถกลั้นปัสสาวะไว้ได้ ส่วนใหญ่พบในผู้สูงอายุ เกิดจากการที่กระเพาะปัสสาวะหดตัว ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ จุดประสงค์ในการรักษาผู้มีอาการในกลุ่มนี้ คือเน้นลดความรุนแรงลง โดยลดจำนวนครั้งของปัสสาวะราด เพิ่มความสามารถของกระเพาะปัสสาวะในการกักเก็บปัสสาวะ คือ ค่อย ๆ เพิ่มระยะเวลาระหว่างการปัสสาวะในแต่ละครั้ง แนวทางการรักษา คือ การฝึกกระเพาะปัสสาวะ (Bladder training)

วิธีการ เมื่อมีความรู้สึกอยากปัสสาวะ หรือมีปัสสาวะเล็ดให้ค่อย ๆ นั่งลง สูดลมหายใจเข้าออกลึกและช้า แล้วขมิบกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานเร็วและแรงติดต่อกัน 5 ครั้ง หลังจากนั้นให้เบี่ยงเบนความสนใจตัวเอง เช่นนับเลข รอประมาณ 3-5 นาทีถ้าทำได้ แล้วจึงค่อย ๆ ลุกแล้วเดินไปเข้าห้องน้ำ5 ดังรูปที่ 2

รูปที่ 2

  1. Mixed incontinence คือ มีทั้งอาการเล็ดของปัสสาวะ และกลั้นปัสสาวะไม่ได้ เป็นปัญหาที่พบมากที่สุดในผู้สูงอายุ แนวทางการรักษา คือ การบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน (Pelvic floor muscle training) ร่วมกับการฝึกกระเพาะปัสสาวะ (Bladder training) ดังที่กล่าวมาแล้วในข้อ 1. และ2.

ทั้งนี้การรักษาภาวะปัสสาวะเล็ดราดยังมีวิธีการอื่นอีกเช่น การผ่าตัด,  การให้ยา, การออกกำลังกาย, การกระตุ้นไฟฟ้า และการปรับพฤติกรรม อย่างไรก็ตามการรักษาจะขึ้นอยู่กับชนิดของปัสสาวะเล็ดราด ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับการประเมิน และการวินิจฉัยที่ถูกต้อง เพื่อที่จะนำไปสู่การรักษาและการประพฤติปฏิบัติในการดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง และมีประสิทธิภาพสูงสุดค่ะ

เรียบเรียงโดย กภ. มณฑาทิพย์ เทพทอง

เอกสารอ้างอิง

  1. World Health Organization. Urinary incontinence. Integrated care for older people: guidelines on community-level interventions to manage declines in intrinsic capacity. 2017;1-25.
  2. ภครตี ชัยวัฒน์. กายภาพบำบัดกับ ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่ได้ในผู้สูงอายุ. ใน: รุ่งทิวา วัจฉละฐิติ, เบญจวรรณ อภินนท์กูล, วรินทร์ รักกมล, ศศิธร แสงเรืองรอง, ธัญวรัตน์ จันทนชัย, บรรณาธิการ. กายภาพบำบัด เพื่อการส่งเสริมสุขภาพและดูแลผู้สูงอายุ. นนทบุรี: ทีเอ็นพี มีเดีย แอดเวอร์ไทซิ่ง; 2561.หน้า 47-58.
  3. Alshammari SA, Alhassan AM, Aldawsari MA, Bazuhair FO, Alotaibi FK, Aldakhil AA et al. Falls among elderly and its relation with their health problems and surrounding environmental factors in Riyadh. J Family Community Med. 2018;25(1):29.
  4. Bø K, Herbert RD. There is not yet strong evidence that exercise regimens other than pelvic floor muscle training can reduce stress urinary incontinence in women: a systematic review. J Physiother. 2013 Sep 1;59(3):159-68.
  5. Thirugnanasothy S. Managing urinary incontinence in older people. BMJ. 2010;341:c3835.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *