กลุ่มอาการเส้นเลือดและเส้นประสาทถูกกดรัดที่ทรวงอก Thoracic outlet syndrome (TOS)

หากท่านมีอาการเหล่านี้

ปวดบริเวณ คอ บ่า ไหล่เรื้อรัง หรือปวดหลายตำแหน่งพร้อมกัน มีอาการชามือ และ กล้ามเนื้อแขนอ่อนแรง เป็นต้น

อาจเป็นได้ว่า ท่านอาจจะเป็นโรค office syndrome กล้ามเนื้ออักเสบเรื้อรัง กระดูกคอเสื่อม หรือกระดูกคอทับเส้นประสาท และอีกมากมาย แต่มีอยู่อีกโรคหนึ่งที่มักจะไม่ค่อยรู้จักกัน นั่นคือ กลุ่มอาการเส้นเลือดและเส้นประสาทถูกกดรัดที่ทรวงอก ดังนั้นในบทความนี้ เราจะพาท่านไปรู้จักกับโรค thoracic outlet syndrome (TOS) ว่าคืออะไร โครงสร้างภายในทรวงอก สาเหตุ ลักษณะอาการทางคลินิก และการรักษา

รู้จักกับโรค TOS

Thoracic outlet syndrome (TOS) เป็นกลุ่มอาการที่เส้นเลือดและเส้นประสาทถูกกดรัดที่ทรวงอก บริเวณต้นคอ ใต้กระดูกไหปลาร้า หรือด้านหน้าหัวไหล่ ซึ่งสามารถทำให้เกิดความผิดปกติที่หลากหลาย ขึ้นอยู่กับ โครงสร้างที่ถูกกดรัด ซึ่งโครงสร้างหลักที่มักเกิดปัญหา ได้แก่ เส้นประสาท หลอดเลือดดำ และหลอดเลือดแดง ที่พาดผ่านตั้งแต่ลำคอส่วนล่าง จนถึงบริเวณทรวงอก ซึ่งบริเวณนี้เป็นจุดที่สำคัญมาก เพราะเป็นแหล่งที่อยู่ของกลุ่มเส้นเลือดและเส้นประสาทที่ลงไปเลี้ยงส่วนแขนและมือทั้งหมด (1)

โครงสร้างภายในทรวงอก และตำแหน่งที่มักถูกกดรัด

ภาพ1 โครงสร้างภายในทรวงอก และตำแหน่งที่ถูกกดรัด

ภาพ 1 แสดงโครงสร้างภายในทรวงอก (thoracic outlet) ซึ่งเป็นที่อยู่ของกล้ามเนื้อ เส้นเลือด และเส้นประสาท ที่พาดผ่านลงไปเพื่อเลี้ยงกล้ามเนื้อแขนทั้งหมด โดยบริเวณที่มักเกิดการกดรัดมีอยู่ 3 ตำแหน่งหลักด้วยกัน ดังนี้

  1. Interscalene triangle เป็นตำแหน่งที่อยู่เหนือต่อกระดูกไหปลาร้า ซึ่งตำแหน่งนี้จะมีกล้ามเนื้อคออยู่สองมัด คือ กล้ามเนื้อ anterior scalene และกล้ามเนื้อ middle scalene โดยมีเส้นประสาทแขน (brachial plexus) พาดผ่านอยู่ตรงกลางระหว่างกล้ามเนื้อสองมัดนี้ การกดรัดของตำแหน่งนี้เกิดจาก กล้ามเนื้อ anterior scalene และ กล้ามเนื้อ middle scalene มีความตึงตัวสูง จนไปกดเบียดเส้นประสาทแขน (brachial plexus)
  2. Costoclavicular space เป็นตำแหน่งที่อยู่ใต้ต่อกระดูกไหปลาร้าค่อนมาทางด้านใน ซึ่งตำแหน่งนี้จะมีหลอดเลือดแดง subclavian และหลอดเลือดดำ subclavian พาดผ่านช่องที่อยู่ระหว่างกระดูกไหปลาร้า และกระดูกซี่โครงที่ 1 (first rib) การกดรัดของตำแหน่งนี้ เกิดจากการยกตัวสูงของกระดูกซี่โครงที่ 1 (first rib) ทำให้ช่องว่างที่หลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดำ subclavian พาดผ่านแคบลง จึงทำให้เกิดการกดเบียดหลอดเลือด ณ ตำแหน่งนี้
  3. Subcoracoid space เป็นตำแหน่งที่อยู่ใต้ต่อกระดูกไหปลาร้าค่อนมาทางด้านนอก เป็นตำแหน่งทางออกของเส้นประสาทแขน (brachial plexus) หลอดเลือดแดง และหลอดเลือดดำ พาดผ่านบริเวณนี้ โดยลอดใต้กล้ามเนื้อหน้าอก (pectoralis minor) เพื่อที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อแขนทั้งหมด ซึ่งการกดทับที่ตำแหน่งนี้ เกิดจากความตึงตึวของกล้ามเนื้อ pectoralis minor จึงทำให้เกิดการกดเบียดของ เส้นประสาทแขน (brachial plexus) หลอดเลือดแดง และหลอดเลือดดำ (1-2)

 

สาเหตุเกิดจากอะไร

หลังจากที่เราทราบตำแหน่งสำคัญ ที่มักจะเกิดการกดรัดของเส้นเลือดและเส้นประสาทแล้ว ต่อมาเรามากล่าวถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดการกดรัด ซึ่งพบว่ามีกลไกการบาดเจ็บที่ทำให้เกิดการกดรัดอยู่ 3 กลไกหลัก ดังนี้

  1. การบาดเจ็บ (trauma) การเกิดอุบัติเหตุกับร่างกายที่โดนปะทะโดยตรง ในลักษณะที่ค่อนข้างแรง และเร็ว ทำให้มีเลือดออกจากภายใน ไปจนถึงมีการหักของกระดูก ทำให้โครงสร้างภายในทรวงอก โดนกดเบียดโดยตรง รวมถึงผลจากการฟื้นฟูร่างกายภายหลังบาดเจ็บ พบว่ามักจะเกิดผังพืดในบริเวณที่เคยเกิดการบาดเจ็บ ซึ่งผังพืดนี้ก็สามารถไปกดรัดโครงสร้างภายในทรวงอกได้
  2. การเคลื่อนไหวซ้ำ ๆ (repetitive motions) หรือการใช้งานกล้ามเนื้อที่มากจนเกินไป จะทำให้กล้ามเนื้อ เกิดการบาดเจ็บทีละน้อยสะสมไปเรื่อย ๆ จนเกิดการฉีกขาดของใยกล้ามเนื้อ แล้วร่างกายจะมีกระบวนการซ่อมแซมตัวเองไปเรื่อย ๆ ซ้ำ ๆ จนกล้ามเนื้อเกิดการปรับตัวขยายขนาดที่ใหญ่กว่าปกติ (hypertrophy) จนนำไปสู่การกดเบียดของโครงสร้างภายในได้ ลักษณะกลไกเช่นนี้ เกิดจากพฤติกรรมการทำงานซ้ำ เช่น การใช้งานแขนที่ยกแขนเหนือศีรษะบ่อย ๆ การนั่งทำงานคอมพิวเตอร์นาน ๆ การทรงท่าในท่าทางที่ผิด เช่น นั่งหลังค่อม คอยื่น เป็นต้น
  3. โครงสร้างร่างกายที่ผิดปกติ (anatomy variations) จากงานวิจัยพบว่า การวางตัวที่สูงกว่าปกติของกระดูกซี่โครงที่ 1 (rib 1) เป็นปัจจัยที่มีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้เกิดโรคนี้ได้มากขึ้น (1)

 

อาการเป็นอย่างไร

เนื่องจากโครงสร้างที่มักถูกกดเบียด มีทั้งเส้นประสาท และหลอดเลือด ดังนั้นอาการแสดงของโรคนี้ จึงขึ้นอยู่กับว่าโครงสร้างใดถูกกดทับ จึงขอสรุปอาการที่มักจะเกิดขึ้น ดังต่อไปนี้ (1-3)

  • ปวดคอ บ่า ไหล่ บางครั้งมีอาการปวดร้าวขึ้นศีรษะ ขากรรไกร ท้ายทอย หรือบางครั้งปวดร้าวลงแขน
  • มีการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อแขนและมือ
  • มีอาการชาบริเวณแขน ตามตำแหน่งของเส้นประสาทที่ถูกกดเบียด
  • อาการที่กล่าวมานี้ มักเกิดขึ้นหลังจากการทำงานมาแล้วทั้งวัน
  • อาจมีอาการกล้ามเนื้อในมือฝ่อลีบลง โดยเฉพาะบริเวณฐานนิ้วโป้ง
  • ชีพจรที่ข้อมือ (radial artery) ในขณะที่ทำท่าที่กระตุ้นให้เกิดการกดเบียดของโครงสร้างภายในทรวงอก แล้วชีพจรที่ข้อมือจะเบาลง หรือจับไม่พบชีพจร

 

การรักษา

ความสำคัญของการรักษาโรคนี้ คือ ต้องรู้สาเหตุที่ชัดเจนของการเกิดโรค ว่าโครงสร้างใดเกิดการกดเบียด และถูกกดเบียดที่ตำแหน่งใด ซึ่งวิธีของการรักษาโรคนี้ มีทั้งแบบไม่ต้องผ่าตัด และแบบผ่าตัด โดยเบื้องต้นถ้าอาการของผู้ป่วยไม่ได้รุนแรงมาก ยังสามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ จะแนะนำรักษาแบบที่ไม่ต้องผ่าตัดก่อน ไม่ว่าจะเป็น การรับประทานยาแก้ปวด ยาคลายกล้ามเนื้อ การฉีดยาแก้ปวด การฝังเข็ม และการรักษาทางกายภาพบำบัด แต่ถ้ารักษาโดยวิธีดังกล่าวข้างต้นแล้ว อาการไม่ดีขึ้น หรือมีอาการแย่ลงจน ทำกิจวัตรประจำวันไม่ได้ ก็จะแนะนำพบแพทย์เพื่อรักษาโดยการผ่าตัดต่อไป (4)

 

การรักษาทางกายภาพบำบัด (4-5)

การรักษาทางกายภาพบำบัดสำหรับโรคนี้ จะใช้เวลาประมาณ 8 สัปดาห์ ซึ่งแบ่งช่วงการรักษาได้ 3 ช่วงดังนี้

  1. สัปดาห์ที่ 1 – 3

ใช้เทคนิควิธีการรักษาโดยการทำหัตถการเบา ๆ ที่โครงสร้างบริเวณด้านหน้าทรวงอก เพื่อเพิ่มการเคลื่อนไหวของทรวงอก และกะบังลม การออกกำลังกายที่แนะนำในช่วงนี้ คือ การฝึกหายใจโดยการใช้กะบังลม (relaxation exercise) การออกกำลังกายกล้ามเนื้อคอมัดลึก (ฝึกเก็บคาง) การปรับท่าทางการทรงท่าให้เหมาะสม ไม่ให้เกิดการทรงท่าในลักษณะ ไหล่ห่อ หลังค่อม คอยื่น และสอนท่านอนที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วย รวมถึงการให้ความรู้เกี่ยวกับโรค

  1. สัปดาห์ที่ 4 – 6

ช่วงสัปดาห์นี้ยังคงใช้เทคนิคการรักษาทางกายภาพบำบัดคล้ายกับช่วงสัปดาห์แรก แต่จะเพิ่มการยืดกล้ามเนื้อกลุ่มกล้ามเนื้อคอ (กล้ามเนื้อ anterior scalene และกล้ามเนื้อ middle scalene) กล้ามเนื้อหน้าอก (กล้ามเนื้อ pectoralis minor) และเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหลังส่วนบน และกล้ามเนื้อกระชับข้อไหล่ โดยออกกำลังกายด้วยการเพิ่มแรงต้านเข้าไปได้ในช่วงนี้

  1. สัปดาห์ที่ 7 – 8

ช่วงสัปดาห์นี้จะใช้การออกกำลังกายเพื่อให้กล้ามเนื้อกลุ่มหน้าอก และกล้ามเนื้อสะบักสมดุลกัน หวังผลให้เกิดการทรงท่าที่ดีขึ้น และมีการฝึกให้ผู้ป่วยเริ่มกลับไปทำกิจวัตรประจำวัน เพื่อให้เข้าสู่สภาวะปกติให้ได้มากที่สุด

 

จะเห็นว่า อาการของโรคนี้คล้ายกับอาการปวดกล้ามเนื้อเรื้อรังทั่วไป โรค office syndrome หรือเป็นกลุ่มโรคที่มีการกดทับของรากประสาทบริเวณกระดูกสันหลังระดับคอ เป็นต้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้าปล่อยไว้นาน หรือได้รับการรักษาที่ช้าเกินไป ก็ล้วนแต่เป็นอันตรายทั้งสิ้น ดังนั้นเมื่อมีอาการเข้าข่ายกับอาการข้างต้นที่กล่าวมาท่านควรรีบไปพบแพทย์ หรือพบนักกายภาพบำบัด เพื่อเข้ารับการตรวจร่างกายอย่างละเอียด และได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

เรียบเรียงโดย กภ.กนกวรรณ พลสา

เอกสารอ้างอิง

  1. Jones MR, Prabhakar A, Viswanath O, Urits I, Green JB, Kendrick JB, et al. Thoracic outlet syndrome: a comprehensive review of pathophysiology, diagnosis, and treatment. Pain Ther. 2019;8(1):5-18.
  2. Ferrante MA, Ferrante ND. The thoracic outlet syndromes: Part 1. Overview of the thoracic outlet syndromes and review of true neurogenic thoracic outlet syndrome. Muscle Nerve. 2017;55(6):782-93.
  3. Ferrante MA, Ferrante ND. The thoracic outlet syndromes: Part 2. The arterial, venous, neurovascular, and disputed thoracic outlet syndromes. Muscle Nerve. 2017 Oct;56(4):663-73.
  4. Balderman J, Abuirqeba AA, Eichaker L, Pate C, Earley JA, Bottros MM, et al. Physical therapy management, surgical treatment, and patient-reported outcomes measures in a prospective observational cohort of patients with neurogenic thoracic outlet syndrome. J Vasc Surg. 2019;70(3):832-41.
  5. Orlando MS, Likes KC, Freischlag JA. Physical therapy in the management of patients with neurogenic thoracic outlet syndrome: in reply to Gambhir and colleagues. J Am Coll Surg. 2015;221(3):778-9.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *