การละเลยส่วนของร่างกายด้านที่เป็นอัมพาตจากโรคหลอดเลือดสมอง

โรคหลอดเลือดสมองเป็นโรคไม่ติดต่อที่พบได้บ่อยในประชากรโลก โดย World Stroke Organization ได้รายงานในปี พ.ศ. 2561 ว่ามีจำนวนผู้บาดเจ็บด้วยโรคหลอดเลือดสมองทั่วโลกประมาณ 80 ล้านคน และพิการจากโรคหลอดเลือดสมองประมาณ 50 ล้านคน(1) ในประเทศไทยพบแนวโน้มการเกิดโรคหลอดเลือดสมองเพิ่มขึ้นทุกปี โดยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555-2559 มีสัดส่วนผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเพิ่มขึ้นจาก 31.7 เป็น 48.7 ต่อจำนวนประชากรแสนคน(2) โรคหลอดเลือดสมองส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิต อันเนื่องมาจากความบกพร่องของทักษะด้านต่าง ๆ เช่น ด้านร่างกาย, ด้านความรู้ความเข้าใจ, ด้านอารมณ์และสังคม  โดยความบกพร่องนั้นขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรง และตำแหน่งของพยาธิสภาพในสมองที่แตกต่างกันไป(3) ซึ่งความบกพร่องที่พบได้บ่อย และส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต คือ การละเลยส่วนของร่างกายด้านที่เป็นอัมพาต

การละเลยส่วนของร่างกายด้านที่เป็นอัมพาต หรือ การละเลยร่างกายครึ่งซีก (Unilateral neglect) คือ ​การสูญเสียความสามารถในการรับรู้ร่างกายซีกใดซีกหนึ่ง ซึ่งร้อยละ 80 ของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองอาจพบความบกพร่องนี้ได้ ส่วนใหญ่มักพบในผู้ที่มีการบาดเจ็บของสมองส่วนกลีบข้าง (Parietal lobe) ด้านขวา ซึ่งส่งผลให้เกิดอาการอัมพาตในร่างกายซีกซ้าย(4-6)

ภาพที่ 1 : ปัญหาที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยที่มีภาวะละเลยส่วนของร่างกายด้านอัมพาต

ลักษณะอาการที่พบ

พฤติกรรมที่พบได้บ่อยเมื่อเกิดอาการละเลยส่วนของร่างกายด้านที่เป็นอัมพาตในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง(5-7) อาจพบได้ ดังนี้

  • มักหันศีรษะไปเฉพาะด้านปกติ การนั่งและการยืนทรงตัวไม่ดี มักเอนไปทางด้านอัมพาตเสมอ
  • ไม่สนใจร่างกายด้านอัมพาต บางรายอาจไม่รับรู้ถึงการมีอยู่ของร่างกายด้านที่เป็นอัมพาต ส่งผลกระทบต่อการทำกิจวัตรประจำวันต่าง ๆ เช่น การหวีผม, การโกนหนวด, อาบน้ำและแปรงฟัน ซึ่งจะทำเฉพาะด้านที่ปกติและละเลยด้านอัมพาต หรือแต่งตัวไม่เสร็จ เพราะไม่สามารถถอดและใส่แขนเสื้อหรือขากางเกงด้านอัมพาตได้
  • ไม่สนใจวัตถุ หรือสิ่งแวดล้อมด้านที่เป็นอัมพาต ส่งผลให้อาจไม่เห็นวัตถุที่วางอยู่ด้านอัมพาต จึงทำให้เข็นรถเข็นหรือเดินชนสิ่งกีดขวางที่ตั้งอยู่ด้านอัมพาตบ่อยครั้ง หรือตักอาหารรับประทานเพียงครึ่งจาน เพราะละเลยอาหารที่อยู่ในจานด้านด้านอัมพาต
  • อาจพบความบกพร่องในการอ่าน ไม่สามารถอ่านคำหรือประโยคได้ครบถ้วน หรือเลือกอ่านเนื้อหาเฉพาะที่อยู่ในกระดาษด้านเดียวกับด้านปกติของตน

จากพฤติกรรมที่แสดงออก จะเห็นได้ว่าการละเลยส่วนของร่างกายด้านที่เป็นอัมพาตส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของผู้ป่วย ในการทำกิจวัตรประจำวัน สุขอนามัย และความปลอดภัย ก่อให้เกิดความยากลำบากในการบำบัดฟื้นฟูความสามารถ ตลอดจนอาจเป็นอุปสรรคในการช่วยเหลือของผู้ดูแล ญาติ และครอบครัว

การฟื้นฟูความสามารถ

วิธีในการฟื้นฟูความสามารถของผู้ป่วยที่มีอาการละเลยส่วนของร่างกายด้านที่เป็นอัมพาต แบ่งออกได้เป็น 2 หลักการ (4-5,7) ได้แก่

หลักการที่ 1 การฟื้นฟูความสามารถที่บกพร่อง

เป็นการมุ่งเน้นไปที่การบำบัดฟื้นฟูผู้รับบริการผ่านกิจกรรมการฝึกต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นการทำงานของระบบประสาท และการกลับมารับรู้ส่วนของร่างกายด้านอัมพาต สามารถทำได้ ดังนี้

  • กระตุ้นการรับความรู้สึกของร่างกายด้ามอัมพาต โดยอาจใช้ผ้าขนหนู ฟองน้ำ หรือแปรงขนนุ่ม ลูบบริเวณผิวหนังร่างกายด้านอัมพาต เพื่อกระตุ้นการรับความรู้สึกสัมผัส หรือให้ผู้ป่วยนั่งเท้าแขนลงน้ำหนัก เพื่อกระตุ้นการรับความรู้สึกของกล้ามเนื้อและข้อต่อ (ภาพที่ 2) กรณีที่แขนด้านอัมพาตเคลื่อนไหวได้ ควรส่งเสริมการใช้งาน โดยการหยิบจับวัตถุที่หลากหลาย มีผิวสัมผัส ขนาด หรือน้ำหนักที่แตกต่างกัน เพื่อช่วยกระตุ้นการรับความรู้สึกสัมผัส และการรับความรู้สึกของกล้ามเนื้อและข้อต่อ ในขณะทำกิจกรรม
  • กระตุ้นการใช้ร่างกายด้านอัมพาต เพื่อให้ผู้ป่วยสนใจและพยายามเคลื่อนไหวร่างกาย ในกรณีที่ร่างกายด้านอัมพาตเคลื่อนไหวเองได้ ควรส่งเสริมการทำกิจกรรมที่ใช้มือและแขนด้านอัมพาต หรือการใช้แขนและมือทั้งสองข้างในการทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น ใช้มือทั้งสองข้างในการล้างหน้า ใช้มือทั้งสองข้างในการบีบยาสีฟันลงบนแปรงสีฟัน การใช้ช้อนและส้อมร่วมกันในการทานอาหาร ในกรณีที่ร่างกายด้านอัมพาตยังไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ ให้ใช้มือข้างปกติจับช่วยประคองมือด้านอัมพาตในการทำกิจกรรมต่าง ๆ (ภาพที่ 3)
  • กระตุ้นการเคลื่อนไหวของร่างกายด้านปกติ ในลักษณะข้ามแกนกลางลำตัว ไปยังด้านอัมพาต เช่น ขณะรับประทานอาหาร ควรวางช้อนไว้ทางด้านอัมพาต เพื่อส่งเสริมให้ผู้ป่วยหันไปมอง และเอื้อมมือไปหยิบช้อน โดยผู้ดูแลควรช่วยพูดกระตุ้นเตือนให้ผู้ป่วยพยายามมอง หรือเอื้อมมือไปหยิบให้ได้
  • ให้ผู้ป่วยฝึกวาดภาพ เช่น ใบหน้าคน บ้าน ดอกไม้ โดยกระตุ้นให้วาดภาพที่มีขนาดสมบูรณ์ มีความสมมาตรกันทั้งด้านซ้ายและด้านขวา ให้เล่นเกมหาภาพที่กำหนดที่กระจายอยู่ทั่วบริเวณกระดาษ (ภาพที่ 4) ให้หาบัตรภาพตามจำนวนที่กำหนดที่วางอยู่ทั่วบริเวณโต๊ะ (ภาพที่ 5)
  • กรณีด้านซ้ายเป็นอัมพาต ซึ่งเกิดจากบาดเจ็บของสมองซีกขวา ควรส่งเสริมการทำกิจกรรมที่กระตุ้นสมองซีกขวา เช่น กิจกรรมที่มีการเรียนรู้รูปทรง กิจกรรมที่มีการต่อประกอบชิ้นส่วน

ภาพที่ 2 : การนั่งเท้าแขนลงน้ำหนักข้างอัมพาต เพื่อกระตุ้นการรับความรู้สึกของกล้ามเนื้อและข้อต่อ

ภาพที่ 3 : การใช้มือข้างปกติช่วยประคองจับมือด้านอัมพาตในการทำกิจกรรมต่าง ๆ

ภาพที่ 4 : กิจกรรมการให้ผู้ป่วยหาภาพดาวที่กระจายอยู่ทั่วบริเวณกระดาษ

ภาพที่ 5 : กิจกรรมการให้ผู้ป่วยหาการ์ดตัวเลข
จำนวน 12 ใบที่วางอยู่บนโต๊ะ

หลักการที่ 2 การปรับหรือทดแทน

เป็นการมุ่งเน้นไปที่การปรับอุปกรณ์ วิธีการ สิ่งแวดล้อม เพื่อกระตุ้นให้ผู้ป่วยสนใจร่างกายด้านที่เป็นอัมพาต

  • การจัดสิ่งแวดล้อมที่เอื้อให้ผู้ป่วยต้องสนใจร่างกายด้านอัมพาต โดยการวางอุปกรณ์เครื่องใช้ที่จำเป็นไว้ทางด้านอัมพาตเสมอ อีกทั้งผู้ดูแลควรเข้าหา พูดสื่อสารกับผู้ป่วยทางฝั่งด้านอัมพาต เพื่อกระตุ้นให้ผู้ป่วยหันมอง และส่งเสริมการเคลื่อนไหวร่างกายไปทางด้านอัมพาต
  • การใช้วิธีการสะท้อนกลับ หรือสิ่งกระตุ้นเตือนทางสายตา เพื่อให้ผู้ป่วยสนใจร่างกายด้านอัมพาต เช่น ให้ผู้ป่วยส่องกระจกทุกครั้งหลังหวีผม แต่งหน้า หรือแต่งตัว เพื่อตรวจสอบความเรียบร้อยของทั้งสองข้าง และใช้วิธีการสะท้อนกลับ โดยพูดหรือเขียนข้อความเตือน เช่น “ล้างหน้าสะอาดทั่วทั้งสองข้างหรือยัง” “โกนหนวดด้านซ้ายเรียบร้อยหรือยัง” เป็นต้น

สำหรับการสังเกตอาการ  และฟื้นฟูสภาพข้างต้นนั้น เป็นเพียงหลักการเบื้องต้นในการดูแลผู้ป่วยที่มีปัญหาการละเลยร่ายกายด้านที่เป็นอัมพาต  ผู้ป่วยหรือญาติที่ดูแลสามารถนำไปปรับประยุกต์ใช้ได้ตามความเหมาะสม แต่ในกรณีที่ต้องการการตรวจประเมินอาการ ตลอดจนทราบคำแนะนำในการฟื้นฟูสภาพที่เฉพาะเจาะจง  ผู้ป่วยควรเข้ารับการตรวจประเมินโดยบุคลากรทางการแพทย์ ด้วยวิธีการทางคลินิก หรือเครื่องมือประเมินมาตรฐาน เพื่อให้ทราบว่ามีภาวะการละเลยส่วนของร่างกายด้านที่เป็นอัมพาตหรือไม่  ระดับความรุนแรงของอาการประมาณใด  และทราบคำแนะนำในการดูแลผู้ป่วย จากแพทย์ หรือนักวิชาชีพเฉพาะทาง เช่น นักกิจกรรมบำบัด นักกายภาพบำบัด

เรียบเรียงโดย ก.บ. กีรติ  อ้นมั่น

เอกสารอ้างอิง

  1. World Stroke Organization. Up again after stroke [monograph on the Internet]. Dallas: The Organization; 2018 [cited 2020 Apr 9] Available from https://www.worldstroke.org/assets/downloads/English_World_Stroke_Day_2018_Brochure_1.pdf
  2. คณะทำงานจัดทำรายงานประจำปี สำนักโรคไม่ติดต่อ. รายงานประจำปี 2560 สำนักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์อักษรกราฟฟิคแอนด์ ดีไซน์; 2560.
  3. Gillen G. Cerebrovascular accident (stroke). In: Schultz-Krohn W, Pendleton HM, editors. Pedretti’s occupational therapy practice skill for physical dysfunction. 8th ed. St. Louis, MO: Elsevier; 2018. p. 809-940.
  4. พีรยา มั่นเขตวิทย์. การบำบัดรักษาปัญหาด้านการรับรู้ ใน: พีรยา มั่นเขตวิทย์. การบำบัดรักษาทางกิจกรรมบำบัดสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องของการรับรู้และความรู้ความเข้าใจ. เชียงใหม่: หจก. ดาราวรรณการพิมพ์; 2551. หน้า 87-124.
  5. Zoltan B. Body scheme disorders. In: Zoltan B, editor. Vision, perception, and cognition a manual for the evaluation and treatment of the adult with acquired brain injury. 4th ed. New Jersey: SLACK Incorporated; 2007. p. 133-150.
  6. Li K, Malhotra PA. Spatial neglect. Pract. Neurol. 2015; 15:333-339.
  7. Reid L, Edmans J. Management of perceptual impairments. In Edmans J, editor. Occupational therapy and stroke. 2nd ed. West Sussex: Wiley-Blackwell; 2010 p. 160-162.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *