การดูแลเท้าในผู้ป่วยเบาหวาน

โรคเบาหวานเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี โดยทั่วไปแล้วโรคนี้เป็นที่มักไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ผู้ป่วยจะสามารถควบคุมอาการของโรคได้ถ้ามีระดับน้ำตาลในเลือดที่ปกติ อย่างไรก็ตามหากผู้ป่วยไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ จะมีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ได้ เช่นโรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง รวมไปถึงการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางตา ไต และเท้าได้ 1

ทำไมผู้ป่วยเบาหวานต้องดูแลเท้าเป็นพิเศษ….?

เนื่องจากผู้ป่วยเบาหวานมักมีภาวะเส้นประสาทส่วนปลายอักเสบ ซึ่งเกิดจากการมีระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเกินไป ซึ่งส่งผลให้เกิดการทำลายหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงเส้นประสาทและเกิดการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีในเลือด ทำให้มีอาการชาเท้า จนสูญเสียความรู้สึกที่ปลายเท้าได้ ซึ่งหากไม่ระวังจะทำให้เกิดแผลโดยไม่รู้ตัวเนื่องจากผู้ป่วยจะไม่รู้สึกเจ็บ เมื่อผู้ยังคงใช้เท้าเดินลงน้ำหนักตามปกติต่อไป จะทำให้แผลถูกเหยียบซ้ำตลอดเวลาและไม่สามารถหายขาดได้ การเป็นเบาหวานทำให้แผลนั้นหายยากกว่าธรรมดาอยู่แล้วและหากปล่อยทิ้งไว้จะนำไปสู่การติดเชื้อที่รุนแรงจนมีโอกาสถูกตัดเท้าได้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและครอบครัว ในปัจจุบันมีหลายงานวิจัยที่พบว่า การมีความรู้เรื่องการดูแลเท้าที่ถูกวิธีจะช่วยป้องกันการเกิดแผล รวมไปถึงลดความรุนแรงของแผลที่เท้าและลดความเสี่ยงในการถูกตัดเท้าได้ 2-4

การดูแลเท้าที่ถูกวิธีมีดังนี้ 1,3,4

  1. ควรทำความสะอาดเท้าทุกวัน หลีกเลี่ยงการใช้แอลกอฮอล์เช็ดเท้าโดยตรง รวมถึงการแช่เท้าในน้ำอุ่นเพราะจะทำให้ผิวหนังแห้งและเกิดแผลได้ง่าย
  2. ควรใช้ผ้าเช็ดเท้า โดยเฉพาะง่ามนิ้วเท้าให้แห้ง เพื่อป้องกันการอับชื้นซึ่งจะก่อให้เกิดเชื้อราได้
  3. ควรทาครีมหรือทาโลชั่นที่เท้าบริเวณหลังเท้าและฝ่าเท้า ห้ามทาบริเวณง่ามนิ้วเท้าเด็ดขาด เพราะจะให้เกิดการอับชื้นได้ หลีกเลี่ยงการทายาหม่อง ยาที่ทาแล้วร้อน หรือแม้แต่การประคบร้อนที่เท้า เพราะอาจทำให้เท้าพองโดยไม่รู้ตัว
  4. ควรสวมใส่ถุงเท้าทุกครั้ง เพื่อป้องกันการเกิดแผลจากการเสียดสีและควรเปลี่ยนถุงเท้าทุกวัน
  5. ควรตัดเล็บเท้าทุก 1-2 สัปดาห์ หากปล่อยทิ้งไว้นานอาจเกิดเล็บขบและทำให้เป็นแผลได้ ควรตัดเล็บให้เสมอปลายนิ้วเท้า (ดังภาพ) จากนั้นใช้ตะไบเพื่อลดความคมจากเล็บที่ตัดไปแล้ว

  1. ไม่ควรปล่อยให้เท้าเกิดแผล ควรหมั่นสำรวจเท้าและเล็บเท้าทุกวันว่ามีแผล รอยแดง หนังด้าน หรือเล็บขบหรือไม่
  2. หากมีแผลหรือเชื้อราตามง่ามเท้า รวมไปถึงตาปลาหรือหนังที่หนาตัวขึ้น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำในการดูแล
  3. ควรใส่รองเท้าให้พอดีกับขนาดเท้า ไม่เล็กเกินไปจนทำให้นิ้วงอหรือบีบหน้าเท้า ซึ่งอาจทำให้เกิดหนังแข็งหรือแผลที่เท้าได้ง่าย
  4. ก่อนออกจากบ้านควรใส่รองเท้าทุกครั้ง ซึ่งนอกจากจะป้องกันการเกิดแผลแล้วยังไม่ทำให้เกิดหนังด้านที่เท้าเพิ่มขึ้นอีกด้วย
  5. ควรออกกำลังกายเท้าอย่างสม่ำเสมอ

ผู้ป่วยเบาหวานควรเลือกรองเท้าอย่างไร….? 5

  1. รองเท้าที่เหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ควรใช้วัสดุที่มีความยืดหยุ่น ถ่ายเทอากาศและความชื้นได้ดี เช่น ผ้าหรือหนัง
  2. เลือกรูปทรงรองเท้าที่เหมาะสมกับรูปเท้า เช่น คนที่หน้าเท้ากว้างไม่ควรเลือกรองเท้าหัวแหลม เป็นต้น และไม่ควรเลือกรองเท้าแบบแตะคีบเนื่องจะทำให้เป็นแผลที่ซอกนิ้วเท้าได้
  3. ลองสวมรองเท้าทั้งสองข้างพร้อมกัน แล้วลองยืนและเดินหลายก้าว สังเกตอาการที่เกิดขึ้น โดยรองเท้าที่เหมาะสมควรจะให้ความรู้สึกสบายขณะยืน เดิน หรือนั่ง

  1. ความกว้างที่เหมาะสมของรองเท้า ส่วนที่กว้างที่สุดของเท้าควรกว้างเท่ากับส่วนที่กว้างที่สุดของรองเท้าและจะต้องอยู่ตำแหน่งตรงกันเมื่อสวมใส่ (ดังตำแหน่งลูกศรชี้ที่ภาพ)
  2. ความยาวที่เหมาะสมของรองเท้า เมื่อใส่รองเท้าแล้วส่วนที่ยาวที่สุดของปลายนิ้วและส่วนที่ยาวที่สุดของปลายรองเท้ามีระยะห่างระหว่างกันประมาณ 0.5 นิ้ว (ดังภาพ)

  1. บริเวณส้นเท้าต้องพอดีกับส้นรองเท้า กระชับรัดข้อเท้า ควรบุด้วยโฟมนุ่ม เพื่อป้องกันการเสียดสีที่จะก่อให้เกิดแผลที่ข้อเท้าด้านหลังได้
  2. ควรเลือกรองเท้าที่เป็นลักษณะเชือกผูกหรือสายคาด เพราะจะง่ายต่อการสวมใส่และสามารถปรับความกว้างให้พอดีกับรูปเท้าได้ตามที่ต้องการ

มาออกกำลังกายเท้ากันเถอะ

การออกกำลังกายเท้าในผู้ป่วยเบาหวานมีจุดประสงค์หลักเพื่อเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปที่เส้นเลือดและเส้นประสาทส่วนปลายให้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อบริเวณเท้า แนะนำให้บริหารทุกท่าในท่านั่งทั้งหมด 5 ท่า ทำท่าละ 10 ครั้งต่อรอบ ทั้งหมด 3 รอบต่อวัน ดังนี้

 ท่าที่ 1 เหยียดเข่าตรงดังรูป จากนั้นกระดกปลายเท้าขึ้นและลงสลับกันช้า ๆ

ท่าที่ 2 เหยียดเข่าตรงดังรูป จากนั้นหมุนข้อเท้าช้า ๆ ให้เป็นวงกลมทั้งในทิศทางตามเข็มและทวนเข็มนาฬิกา

ท่าที่ 3 ตั้งส้นเท้าไว้ที่พื้นตามรูป จากนั้นบิดเท้าเข้าด้านในและด้านนอกสลับกันช้า ๆ

ท่าที่ 4 ยกส้นเท้าขึ้นตามรูป จากนั้นหมุนข้อเท้าเป็นวงกลมช้า ๆ ทั้งในทิศทางตามเข็มและทวนเข็มนาฬิกา

ท่าที 5 หาผ้ามาวางที่ฝ่าเท้าตามรูป จากนั้นออกแรงใช้นิ้วเท้าขยุ้มผ้าเข้ามาหาตัวแล้วปล่อยช้า ๆ

การดูแลเท้าในผู้ป่วยเบาหวานไม่ยากอย่างที่คิด ควรทำตามคำแนะนำข้างต้นอย่างสม่ำเสมอเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดแผลที่เท้าและการสูญเสียเท้า แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต รวมไปถึงการดูแลเรื่องอาหาร การออกกำลังกายและใช้ยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ 4

เรียบเรียงโดย กภ. สรินดา  ศาตะมาน

เอกสารอ้างอิง

  1. Abdulghani HM, Alrajeh AS, Alsalman BH, Alturki LS, Alnajashi NS, Irshad M et al. Prevalence of diabetic comorbidities and knowledge and practices of foot care among diabetic patients: a cross-sectional study.DiabetesMetab Syndr Obes. 2018; 11:417-425.
  2. INDRAYANA S, Guo SE, Lin CL, Fang SY. Illness perception as a predictor of foot care behavior among people with type 2 diabetes mellitus in Indonesia.J Transcult Nurs. 2019; 30(1):17-25.
  3. Mahatthanapradir P, Kanato M, Leyatikul P. Foot-care knowledge of diabetic patients of kukaew community hospital, kukaew district, udonthani province. Srinagarind Med J. 2018; 33(6).
  4. Karadag FY, Saltoglu N, Aydin GC, Senbayrak S, Erol S, Ozatag DM et al. Foot self-care in diabetes mellitus: Evaluation of patient awareness. Prim. 2019; 515-520.
  5. Michele T, Assfha G, Demissie B. Design and Development of Diabetic Footwear: A Case Study. Int conf proc. 2018; 49-57.

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *