ปัสสาวะเล็ดไม่ควรมองข้าม

ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ (Urinary incontinence) หมายถึง การที่ปัสสาวะราดออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ มักเกิดในผู้สูงอายุ สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในผู้ชายและผู้หญิงซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ภาวะสมองเสื่อม การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ ช่องคลอดอักเสบ ทานยาที่มีผลต่อการขับปัสสาวะ โรคเบาหวาน เคลื่อนไหวลำบาก ท้องผูก หรือกล้ามเนื้อหูรูดหย่อนสมรรถภาพ เป็นต้น1,2

โดยทั่วไปคนเราจะถ่ายปัสสาวะวันละ 4-5 ครั้งต่อวัน แต่ละครั้งมีระยะห่างประมาณ 3-4 ชั่วโมง แต่ในผู้สูงอายุจะมีความถี่ประมาณ 6-8 ครั้งต่อวัน เนื่องจากระบบโครงสร้างและการทำงานของร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไป โดยปกติเมื่อมีปัสสาวะในกระเพาะปัสสาวะเราจะมีความรู้สึกอยากปัสสาวะแต่เราจะสามารถควบคุมการขับปัสสาวะได้2

กลุ่มอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่มักเกิดในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายโดยพบประมาณ 10-15% ของประชากร และอัตราการเกิดจะเพิ่มมากขึ้นตามอายุ อาการจะค่อย ๆ เกิดขึ้นโดยไม่ทันสังเกตและมักทำให้เกิดความอับอายกับผู้ที่ประสบปัญหา จากสถิติพบว่ามากกว่า 50% ของผู้สูงอายุที่มีปัญหานี้ไม่กล้าเข้ารับคำปรึกษาหรือพบผู้เชี่ยวชาญทำให้นำไปสู่การแก้ปัญหาไม่ถูกวิธีหรือไม่ดีนัก โดยผู้ที่มีปัญหาการกลั้นปัสสาวะนอกจากจะเป็นปัญหาทางด้านอายุรศาสตร์ที่ส่งผลให้เกิดความยากลำบากในการใช้ชีวิตประจำวันแล้วยังก่อให้เกิดความกังวลใจในการเข้าสังคมส่งผลต่อคุณภาพชีวิตอย่างมากซึ่งภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่สามารถรักษาได้หากทราบสาเหตุที่แน่ชัดและทันเวลา1,2

ระบบการขับถ่ายปัสสาวะส่วนล่าง2,3,4
ประกอบด้วย กระเพาะปัสสาวะ (Bladder) และกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน (Pelvic floor)

  • กระเพาะปัสสาวะ (Bladder) มีรูปร่างคล้ายทรงกลมวางตัวอยู่ในอุ้งเชิงกราน ทำหน้าที่ขยายออกเพื่อกักเก็บปัสสาวะมีความจุประมาณ 300-500 มิลลิลิตร ซึ่งจะมีเส้นประสาทรับความรู้สึกทำหน้าที่ตรวจวัดระดับน้ำในกระเพาะปัสสาวะและยังทำหน้าที่ส่งคำสั่งให้กล้ามเนื้อบีบตัวเพื่อขับปัสสาวะออก
  • กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน (Pelvic floor) อยู่ใกล้ท่อปัสสาวะทำหน้าที่เป็นหูรูด โดยทำงานสอดคล้องกับกระเพาะปัสสาวะคือระหว่างที่กระเพาะปัสสาวะกำลังทำหน้าที่เก็บปัสสาวะ กล้ามเนื้อหูรูดจะหดตัวเพื่อไม่ให้มีปัสสาวะรั่วไหลออกมาและเมื่อต้องการถ่ายปัสสาวะกระเพาะปัสสาวะจะมีการบีบตัวเพื่อขับปัสสาวะออกมา ส่วนกล้ามเนื้อหูรูดจะคลายตัวทำให้ท่อปัสสาวะเปิดและปัสสาวะไหลผ่านออกมาได้

ชนิดของภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ที่พบบ่อยมีดังนี้1,2

  1. Stress incontinence คือ การเล็ดของปัสสาวะที่เกิดจากการเพิ่มขึ้นของแรงดันในช่องท้อง เช่น ขณะไอ จาม หัวเราะ หรือออกกำลังกาย มักเกิดในผู้สูงอายุและผู้หญิงที่ผ่านการคลอดบุตร
  2. Over active bladder คือ อาการปัสสาวะราด กลั้นปัสสาวะไม่ทัน สาเหตุเกิดจากกล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะทำงานผิดปกติ
  3. Mixed incontinence มีทั้งอาการเล็ดของปัสสาวะและกลั้นปัสสาวะไม่ได้ซึ่งอาจเกิดจากหลายสาเหตุร่วมกัน

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่2

  • อายุ
  • เพศหญิง
  • ผู้หญิงที่ผ่านการคลอดบุตร
  • ภาวะขาดประจำเดือน
  • การผ่าตัดอุ้งเชิงกราน
  • น้ำหนักเกินมาตรฐาน
  • การสูบบุหรี่
  • ลักษณะอาชีพหรือการใช้ชีวิตที่มีการออกแรงเบ่งบริเวณช่องท้อง

การสังเกตเบื้องต้นว่ามีปัญหาเกี่ยวกับการกลั้นปัสสาวะหรือไม่

สามารถสังเกตตัวเองได้ดังต่อไปนี้ ความถี่ของการปัสสาวะ เวลาปัสสาวะต้องเบ่งหรือไม่ ปัสสาวะพุ่งหรือไม่ รู้สึกมีปัสสาวะคั่งค้างหลังจากขับถ่ายแล้วหรือไม่ มีอาการปัสสาวะเล็ดขณะทำกิจกรรมบางอย่าง เช่น ไอ จาม หัวเราะ หรือออกแรงยกของหนักหรือไม่2 ทั้งนี้ต้องอาศัยการวินิจฉัยจากผู้เชี่ยวชาญที่ถูกต้องเพื่อจำเป็นในการหาสาเหตุและวางแผนการรักษาเพื่อการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพโดยต้องอาศัยการซักประวัติและตรวจร่างกาย

การดูแลตัวเองเบื้องต้น

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสามารถช่วยป้องกันและลดภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ได้ เช่น การฝึกการขับถ่ายเป็นเวลา การดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสม การลดเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน การออกกำลังกายกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานและการควบคุมน้ำหนัก2,5

แนวทางการรักษา

สามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัด การให้ยา การออกกำลังกายและการปรับพฤติกรรม อย่างไรก็ตามการรักษาจะขึ้นอยู่กับชนิดของปัสสาวะเล็ดราด โดยความเห็นจากกลุ่มผู้เชี่ยวชาญรวมถึงองค์การอนามัยโลก แนะนำแนวทางการรักษาแรกที่ผู้ป่วยควรได้รับคือการรักษาที่ไม่ใช่การผ่าตัดเพื่อหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงหลังการผ่าตัด จากการศึกษาพบว่าการรักษาทางกายภาพบำบัดเป็นการรักษาหนึ่งที่ได้รับความสำเร็จในการแก้ปัญหากลุ่มอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่1 ดังนั้นหากผู้ประสบปัญหาได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องและได้รับการรักษาที่เหมาะสมจะช่วยลดปัญหาและภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นได้

เรียบเรียงโดย กภ. มณฑาทิพย์ เทพทอง

เอกสารอ้างอิง

  1. World Health Organization. Urinary incontinence. Integrated care for older people: guidelines on community-level interventions to manage declines in intrinsic capacity. 2017;1-25.
  2. ภครตี ชัยวัฒน์. กายภาพบำบัดกับ ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่ได้ในผู้สูงอายุ. ใน: รุ่งทิวา วัจฉละฐิติ, เบญจวรรณ อภินนท์กูล, วรินทร์ รักกมล, ศศิธร แสงเรืองรอง, ธัญวรัตน์ จันทนชัย, บรรณาธิการ. กายภาพบำบัด เพื่อการส่งเสริมสุขภาพและดูแลผู้สูงอายุ. นนทบุรี: ทีเอ็นพี มีเดีย แอดเวอร์ไทซิ่ง; 2561.หน้า 47-58.
  3. Mangera A, Patel AK., Chapple CR. Pathophysiology of urinary incontinence.Surgery (Oxford) 2011;29(6):249-53.
  4. Mahadevan V. Anatomy of the lower urinary tract.Surgery (Oxford), 2019;37(7),351-58.
  5. Newman DK. Managing and treating urinary incontinence: Health Professions Press; 2002.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *