รองช้ำ (Plantar Fasciitis)

เจ็บเท้าก้าวแรก ๆ หลังตื่นนอนตอนเช้า

เจ็บเท้าก้าวแรก ๆ หลังจากที่นั่งเป็นระยะเวลานาน

เดินไปสักพักอาการเจ็บลดลง

หากเดินมากหรือใช้งานเท้ามากอาการเจ็บก็กลับมามากขึ้นอีก

อาการเหล่านี้ คืออะไร

และมีวิธีการดูแลรักษาอย่างไร

ท่านผู้อ่านสามารถหาคำตอบได้จากบทความนี้ค่ะ

รองช้ำคืออะไร

รองช้ำ หรือที่เรียกโดยทางการว่า “ภาวะพังผืดฝ่าเท้าอักเสบ” คือภาวะที่เกิดการบาดเจ็บบริเวณพังผืดใต้ฝ่าเท้า เป็นกลุ่มอาการที่พบได้มากถึง 11-15% ในผู้ป่วยกลุ่มที่มีภาวะการเจ็บส้นเท้า  (1) โดยมากพบในช่วงวัยกลางคน อายุประมาณ 40-60 ปี หรือหากพบในช่วงอายุที่น้อยกว่านั้น มักพบได้มากในกลุ่มของนักวิ่ง หรือผู้ที่มีลักษณะงานที่ต้องเดินมากในแต่ละวัน (1-2) ปัจจุบันสาเหตุของการเกิดรองช้ำนั้นยังไม่ทราบแน่ชัด แต่หลักฐานจากการทบทวนวรรณกรรมเชื่อว่า เกิดความเสื่อมของพังผืดฝ่าเท้า หรือการใช้งานที่มากเกินไป  ส่งผลให้มีแรงกระทำซ้ำ ๆ ต่อพังผืดฝ่าเท้า จนเกิดการฉีกขาดเล็ก ๆ ของพังผืดใต้ฝ่าเท้า (3-5)

พังผืดฝ่าเท้าคืออะไร (4)

พังผืดฝ่าเท้า (Plantar fascia) เป็นพังผืดที่มีอยู่ตามธรรมชาติบริเวณใต้ฝ่าเท้า โดยทอดยาวตั้งแต่กระดูกส้นเท้า (Calcaneus) ไปถึงบริเวณโคนนิ้วเท้าทั้ง 5 นิ้ว (รูปที่ 1) หน้าที่ของพังผืดเท้า คือ ช่วยพยุงอุ้งเท้าให้อยู่ในท่าทางปกติ และทำหน้าที่รับแรงกระทำที่เกิดขึ้นกับฝ่าเท้า ดังนั้น หากเกิดความผิดปกติเกี่ยวกับโครงสร้างเท้า หรือมีแรงกระทำที่มากเกินปกติ จะส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บขึ้นกับโครงสร้างนี้ ซึ่งโดยส่วนมากมักเกิดการบาดเจ็บบริเวณส้นเท้าด้านใน (รูปที่ 2)

รูปที่ 1: ภาพแสดงพังผืดฝ่าเท้าปกติ

รูปที่ 2: ภาพแสดงภาวะพังผืดฝ่าอักเสบ

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดรองช้ำ (1-4, 6-7)

สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่

  1. ปัจจัยภายใน ได้แก่
  2. – อายุ: จากการศึกษาพบว่าผู้ที่มีอายุมากขึ้นความยืดหยุ่นของพังผืดฝ่าเท้าลดลง

    – ภาวะน้ำหนักตัวเกิน: ส่งผลให้เกิดแรงกดที่พังผืดฝ่าเท้ามากขึ้น

    – ภาวะที่โครงสร้างของร่างกายมีความผิดปกติ หรือมีความผิดปกติเมื่อเคลื่อนไหว เช่น ผู้ที่มีภาวะอุ้งเท้าสูงหรืออุ้งเท้าแบน, ผู้ที่มีการจำกัดการเคลื่อนไหวในการกระดกข้อเท้า และ ผู้ที่มีการตึงรั้งของกล้ามเนื้อน่อง ซึ่งภาวะต่าง ๆ นี้ ส่งผลทำให้เกิดแรงกระทำต่อพังผืดเท้าที่ผิดไปจากปกติ

  3. ปัจจัยภายนอก ได้แก่
  4. – ลักษณะงาน: อาชีพที่ต้องเดินลงน้ำหนักนาน ๆ มีความเสี่ยงที่เกิดโรครองช้ำได้ง่าย

    – การออกกำลังกาย: โดยเฉพาะในนักวิ่งที่มีการเปลี่ยนพื้นผิวการวิ่ง เช่น วิ่งบนพื้นผิวแข็ง หรือขรุขระ, เปลี่ยนวิธีการซ้อม เช่น เพิ่มความเร็วในการวิ่งแบบทันทีทันใด หรือ วิธีการวิ่งผิดไปจากเทคนิคปกติที่ควรปฏิบัติ

    – ลักษณะของรองเท้า: รองเท้าที่ใส่รัด หรือพื้นรองเท้าแข็งจนเกินไป

อาการแสดงของรองช้ำ (1, 3-4)

โรครองช้ำมักพบอาการแสดงหลัก ๆ ดังนี้

– มีอาการเจ็บด้านในของส้นเท้าในก้าวแรกหลังตื่นนอนตอนเช้า หรือก้าวแรกหลังจากที่นั่งเป็นเวลานาน

– ไม่สามารถเดินลงน้ำหนักได้เต็มที่ในก้าวแรก แต่ถ้าเดินไปสักระยะอาการเจ็บส้นเท้าจะลดลง

– อาการเจ็บจะมากขึ้นในช่วงท้ายของวัน หรือเมื่อมีการเพิ่มขึ้นของกิจวัตรประจำวัน

– มีจุดกดเจ็บบริเวณส้นเท้าด้านใน

 

วิธีการปฏิบัติตัวในเบื้องต้นเมื่อเป็นโรครองช้ำ

หากพบว่าท่านเป็นโรครองช้ำ วิธีปฏิบัติตัวที่ควรทำคือ การลดปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดโรคดังกล่าว เช่น การควบคุมน้ำหนักตัว การใส่รองเท้าที่มีพื้นนิิ่ม หรือไม่คับแน่นจนเกินไป ในนักวิ่งควรหลีกเลี่ยงการวิ่ง เพื่อลดแรงกระทำต่อฝ่าเท้า และทดแทนการวิ่งด้วยการปั่นจักรยานหรือว่ายน้ำ (Cross-training) เพื่อคงสภาพความแข็งแรงของระบบหัวใจและหลอดเลือด (3, 8) หากผู้ป่วยอยู่ในระยะอักเสบ โดยอาการแสดงในระยะอาการอักเสบคือ มีอาการปวด บวม สีผิวมีลักษณะเป็นสีแดง และเมื่อใช้มือสัมผัสบริเวณดังกล่าวแล้วรู้สึกอุ่น ผู้ป่วยควรประคบเย็นบริเวณส้นเท้า และลดการใช้งานเท้า เพื่อลดอาการอักเสบก่อน (3-4) หากอาการอักเสบลดลง ผู้ป่วยสามารถนำลูกเทนนิส หรือลูกกอล์ฟคลึงบริเวณใต้ฝ่าเท้า (รูปที่ 3) เพื่อลดความตึงตัวของพังผืดฝ่าเท้า

รูปที่ 3: ภาพแสดงการใช้ลูกเทนนิสเพื่อช่วยลดความตึงตัวของพังผืดฝ่าเท้า

วิธีการรักษาทางกายภาพบำบัด

หากการปฏิบัติตัวในเบื้องต้นแล้วอาการยังไม่ทุเลา ควรเข้ารับการรักษาทางกายภาพบำบัด ซึ่งจากการศึกษาพบว่า กว่า 90% ของผู้ป่วยโรครองช้ำสามารถรักษาให้หายได้ด้วยการรักษาโดยไม่ต้องผ่าตัด ภายในระยะเวลา 12 เดือน (6) การรักษาทางกายภาพบำบัดจะมีการใช้เครื่องมือทางกายภาพบำบัดร่วมด้วย เช่น อัลตราซาวน์ หรือเลเซอร์ เพื่อให้ระยะของการอักเสบผ่านไปเร็วขึ้นและกระตุ้นการซ่อมแซมพังผืดเท้าบริเวณที่บาดเจ็บ ร่วมกับการบริหารร่างกาย เช่น การยืดกล้ามเนื้อน่อง, การยืดพังผืดเท้า หรือการเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมัดเล็กภายในฝ่าเท้า (3) หากผู้ป่วยได้รับการรักษาที่กล่าวมาในข้างต้นมาอย่างน้อยเป็นเวลา 6 เดือน แล้วอาการยังไม่ดีขึ้น อาจใช้การรักษาด้วยคลื่นกระแทก (Extracorporeal shock wave therapy) เพื่อกระตุ้นให้เกิดการซ่อมแซมบริเวณดังกล่าวได้ดียิ่งขึ้น (5)

วิธีการออกกำลังกายสำหรับโรครองช้ำ (3, 8-9)

จากการศึกษาพบว่าการยืดกล้ามเนื้อน่อง การยืดพังผืดเท้า ร่วมกับการออกกำลังกายเพิ่มความแข็งแรงกล้ามเนื้อมัดเล็กในฝ่าเท้า จะส่งผลให้อาการของโรครองช้ำทุเลาลง โดยท่านผู้อ่านสามารถออกกำลังกายโดยง่ายตามวิธี ดังต่อไปนี้

ท่ายืดพังผืดฝ่าเท้า

ท่าเริ่มต้น: นำมือข้างหนึ่งจับบริเวณนิ้วโป้งเท้า และอีกข้างหนึ่งจับบริเวณกลางฝ่าเท้าค่อนมาทางด้านใน

ท่าออกกำลังกาย: ออกแรงมือดันนิ้วโป้งในทิศทางขึ้นด้านบน จนมืออีกข้างที่อยู่บริเวณกลางฝ่าเท้ารู้สึกถึงความตึงของแนวผังผืดใต้ฝ่าเท้า ยืดค้างไว้ 30 วินาที ทำซ้ำจำนวน 3 ครั้ง

ท่ายืดกล้ามเนื้อน่อง

ท่าเริ่มต้น: ยืนตรง โดยนำขาข้างที่ต้องการยืดไปด้านหลัง

ท่าออกกำลังกาย: ย่อเข่าด้านหน้าไปจนรู้สึกตึงบริเวณกล้ามเนื้อน่องของขาที่อยู่ด้านหลัง ส้นเท้าแนบติดกับพื้น ค้างไว้ 10 วินาที 3 ครั้ง

 

ท่าเพิ่มความแข็งแรงกล้ามเนื้อมัดเล็กในฝ่าเท้า

ท่าเริ่มต้น: นั่งเก้าอี้ วางเท้าบนผ้าขนหนูหรือกระดาษทิชชู่

ท่าออกกำลังกาย: ออกแรงให้ฝ่าเท้าขยุ้มผ้าขนหนูเข้าหาส้นเท้า หากต้องการเพิ่มความยาก สามารถวางน้ำหนักลงบนผ้าขนหนูประมาณ 1-2 กิโลกรัม 15 ครั้ง จำนวน 3 รอบ

ท่าเพิ่มความแข็งแรงพังผืดใต้ฝ่าเท้า

ท่าเริ่มต้น: ยืนบริเวณขอบบันได โดยให้ฝ่าเท้าส่วนหน้าอยู่บนขอบบันได ส่วนปลายเท้าอยู่นอกขอบบันได และใช้ผ้าขนหนูรองบริเวณฝ่าเท้าด้านหน้า

ท่าออกกำลังกาย:

  1. ออกแรงเขย่งเท้าทั้ง 2 ข้าง
  2. ยืนบนขาข้างที่มีอาการ
  3. ค่อย ๆ หย่อนส้นเท้าข้างที่มีอาการลง
  4. กลับสู่ท่าเริ่มต้น

โรคพังผืดฝ่าเท้าอักเสบมีสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคได้จากหลายปัจจัย ซึ่งหากสามารถลดปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เหล่านั้น จะทำให้ลดอัตราเสี่ยงในการเกิดโรคได้ หรือหากเกิดโรคนี้ขึ้นกับตนเองแล้ว ปฏิบัติตามวิธีการดูแลตนเองในเบื้องต้น ก็จะส่งผลให้อาการของโรคทุเลาลงได้ และโรคพังผืดฝ่าเท้าอักเสบสามารถรักษาให้หายขาดได้ หากได้รับการรักษาและการออกกำลังกายที่เหมาะสม

เรียบเรียงโดย กภ. จุติพร ธรรมจารี

เอกสารอ้างอิง

  1. Buchbinder R. Plantar fasciitis. N Engl J Med. 2004 May 20;350(21):2159-66.
  2. Orchard J. Plantar fasciitis. BMJ. 2012 Oct 10;345:e6603.
  3. Lim AT, How CH, Tan B. Management of plantar fasciitis in the outpatient setting. Singapore Med J. 2016 Apr;57(4):168.
  4. Luffy L, Grosel J, Thomas R, So E. Plantar fasciitis: A review of treatments. JAAPA. 2018 Jan 1;31(1):20-4.
  5. Goff JD, Crawford R. Diagnosis and treatment of plantar fasciitis. Am Fam Physician. 2011 Sep 15;84(6):676-82.
  6. Monteagudo M, de Albornoz PM, Gutierrez B, Tabuenca J, Álvarez I. Plantar fasciopathy: a current concepts review. EFORT open reviews. 2018 Aug;3(8):485-93.
  7. Beeson P. Plantar fasciopathy: revisiting the risk factors. Foot Ankle Surg. 2014 Sep 1;20(3):160-5.
  8. Thing J, Maruthappu M, Rogers J. Diagnosis and management of plantar fasciitis in primary care. Br J Gen Pract. 2012 Aug 1;62(601):443-4.
  9. Kamonseki DH, Gonçalves GA, Liu CY, Júnior IL. Effect of stretching with and without muscle strengthening exercises for the foot and hip in patients with plantar fasciitis: A randomized controlled single-blind clinical trial. Man Ther. 2016 Jun 1;23:76-82.
  10. Trojian T, Tucker AK. Plantar fasciitis.  Am Fam Physician. 2019 Jun 15;99(12).

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *