บทบาทของผู้ดูแล

บทบาทของญาติและผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง

เมื่อได้รับการรักษา ตรวจประเมินสภาพร่างกาย และความพร้อมต่างๆ เรียบร้อยแล้ว ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองจะออกจากโรงพยาบาลเพื่อกลับสู่บ้าน ญาติหรือผู้ดูแลจะมีบทบาทสำคัญต่อการดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การบำบัดฟื้นฟูสภาพผู้ป่วยเป็นไปอย่างต่อเนื่อง การดูแลผู้ป่วยนั้นต้องทำทั้งทางร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ ควบคู่กันไป ซึ่งญาติและผู้ดูแลสามารถทำได้โดย

  1. การฟื้นฟูทางร่างกาย ประกอบไปด้วย
    • การดูแลช่วยเหลือในการทำกิจวัตรประจำวันต่างๆ เช่น การอาบน้ำ แต่งตัว การรับประทานอาหาร การขับถ่าย โดยผู้ดูแลควรกระตุ้นให้ผู้ป่วยช่วยเหลือตัวเองให้มากที่สุด และผู้ดูแลคอยช่วยเหลือและให้กำลังใจอยู่ใกล้ๆ การดูแลในเรื่องเหล่านี้ ผู้ดูแลจะต้องได้รับคำแนะนำอย่างถูกวิธีจากบุคลากรทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ พยาบาล นักกายภาพบำบัด หรือนักกิจกรรมบำบัด
    • การบริหารร่างกายอย่างต่อเนื่อง ผู้ดูแลควรได้รับคำแนะนำจากนักกายภาพบำบัดในการบริหารอย่างถูกวิธี ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวแขน ขา ลำตัว และใบหน้า โดยผู้ดูแลเป็นผู้กระตุ้นให้ผู้ป่วยคิด และช่วยทำร่วมกัน เพื่อให้ผู้ป่วยได้เรียนรู้การเคลื่อนไหวอย่างสม่ำเสมอ
    • การพูดสื่อสาร ผู้ป่วยบางคนอาจมีปัญหาเรื่องการสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นการพูด หรือการทำความเข้าใจ ผู้ป่วยควรได้รับการประเมิน และได้รับการรักษาฝึกฝนอย่างถูกวิธี ผู้ป่วยที่มีปัญหาทางด้านนี้ อาจจะมีอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงง่าย ผู้ดูแลควรเข้าใจ ไม่หงุดหงิดหรือแสดงอาการรำคาญ ควรให้ความสำคัญ คอยสังเกตการสื่อสารและความต้องการของผู้ป่วย
  2. การฟื้นฟูทางด้านจิตใจและอารมณ์

    ปัญหาทางสภาพจิตใจของผู้ป่วย อาจเกิดจากรอยโรคในสมอง ซึ่งส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ เกิดภาวะซึมเศร้า หรือมีบุคลิกภาพที่เปลี่ยนไป และถึงแม้ไม่ได้มีผลมาจากทางสมอง แต่การที่ผู้ป่วยมีปัญหาทางร่างกาย ทั้งการเคลื่อนไหว หรือการติดต่อสื่อสาร ความสามารถในการทำหน้าที่ และต้องพึ่งพาผู้อื่น ก็อาจส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดความรู้สึกด้อยคุณค่า ซึมเศร้า เครียด วิตกกังวล หรือหงุดหงิดได้ง่าย หากมีภาวะอารมณ์ที่เปลี่ยนไปอย่างรุนแรง ผู้ป่วยควรได้รับการประเมิน และการดูแลทางด้านจิตใจ และในส่วนของผู้ดูแลก็ควรมีความเข้าใจในตัวผู้ป่วย คอยสนับสนุนและให้กำลังใจในการทำสิ่งต่างๆ การหากิจกรรมให้ผู้ป่วยทำ งานอดิเรก การออกกำลังกาย หรือการฟังเพลงก็จะช่วยในเรื่องจิตใจ และอารมณ์ของผู้ป่วยได้เช่นกัน

    ญาติและผู้ดูแลเป็นบุคคลที่มีความใกล้ชิดกับผู้ป่วยมากที่สุด หากมีความเข้าใจในบทบาทของตนเอง ได้รับคำแนะนำที่ถูกต้องในการดูแลผู้ป่วย ก็จะสามารถทำให้ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองได้รับการฟื้นฟูที่ดีที่สุด ตัวญาติหรือผู้ดูแลเอง อาจรู้สึกเหนื่อยล้า หรือเครียดได้ ก็สามารถปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ หรือบุคคลรอบข้าง รวมทั้งหาเวลาพักผ่อนให้กับตนเองบ้าง

ท่าบริหารร่างกายผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองสำหรับผู้ดูแล

การบริหารร่างกายให้ผู้ป่วย เป็นการช่วยให้เกิดการเคลื่อนไหวของแขนและขา เพื่อให้ผู้ป่วยเกิดการเรียนรู้การเคลื่อนไหวอย่างถูกวิธี เพิ่มกำลังกล้ามเนื้อ ลดและป้องกันการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ ป้องกันการบวมของมือและเท้า ป้องกันการหดรั้งของกล้ามเนื้อและข้อยึดติด ซึ่งท่าบริหารเหล่านี้เป็นท่าพื้นฐานทั่วไปที่ผู้ดูแลสามารถทำให้ผู้ป่วยได้ และในขณะที่ทำการเคลื่อนไหวนั้น ผู้ดูแลควรกระตุ้นให้ผู้ป่วยช่วยคิดและช่วยทำได้ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ

ก่อนบริหารร่างกาย ควรมีการเตรียมพร้อมทั้งผู้ป่วยและผู้ดูแล รวมทั้งข้อควรทราบ ดังนี้

  1. ผู้ป่วยควรสวมเสื้อและกางเกง ที่สามารถเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกาย คือ ข้อไหล่ ข้อศอก ข้อมือ ข้อสะโพก ข้อเข่า และข้อเท้า ได้สะดวก ไม่รัดแน่นหรือรุ่มร่ามจนเกิดไป
  2. ผู้ป่วยอยู่ในท่านอนหงาย หนุนหมอนที่ไม่ยกศีรษะให้สูงเกินไป เพราะการหนุนหมอนสูงเกินไป ทำให้เกิดท่าทางของคอและหลังส่วนบนที่ไม่ดี และส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของข้อไหล่
  3. ผู้ดูแลอยู่ฝั่งเดียวกับข้างอ่อนแรง ไม่อยู่ใกล้เกินไปจนขัดขวางการเคลื่อนไหวของผู้ป่วย หรือไกลเกินไปจนต้องก้มหลังโน้มตัวมาข้างหน้ามาก จะนั่งหรือยืนขึ้นอยู่กับความสูงของเตียง สิ่งที่ควรคำนึงคือ เมื่อช่วยผู้ป่วยเคลื่อนไหวแขนหรือขาแล้ว ต้องไม่ก้มหลังจนเกินไป เพราะการก้มหลังเป็นระยะเวลานานจะทำให้เกิดอาการปวดหลังได้
  4. การจับผู้ป่วย อาจขึ้นอยู่กับความถนัดของแต่ละบุคคล แต่ต้องให้เกิดการเคลื่อนไหวที่ถูกต้องและปลอดภัยสำหรับผู้ป่วยและผู้ดูแล
  5. การเคลื่อนไหวให้ผู้ป่วยควรทำช้าๆ และต่อเนื่อง หากขณะช่วยเคลื่อนไหว ผู้ป่วยมีอาการเจ็บที่ข้อไหล ข้อสะโพก หรือส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย โดยอาการเจ็บนั้นเกิดจากการเคลื่อนไหวไม่ควรฝืนทำต่อ ควรไปพบนักกายภาพบำบัดเพื่อตรวจหาสาเหตุและได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี
  6. สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการเกร็ง ควรเคลื่อนไหวในช่วงที่สามารถทำได้อย่างช้าๆ จนอาการเกร็งลดลงและสามารถเคลื่อนไหวได้เพิ่มขึ้น แต่ถ้าระหว่างทำมีอาการเกร็งเพิ่มมากขึ้น ให้ผู้ป่วยออกแรงให้น้อยลง และผู้ดูแลออกแรงช่วยเพิ่มขึ้นจนไม่มีอาการเกร็ง

เมื่อเตรียมความพร้อมและทราบข้อควรทราบต่างๆ แล้ว ต่อไปจะเป็นท่าบริหารที่ผู้ดูแลสามารถช่วยผู้ป่วยบริหารได้อย่างง่ายๆ ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ การเคลื่อนไหวแขน และการเคลื่อนไหวขา

เอกสารอ้างอิง

  1. นพ.ยงชัย นิละนนท์, ดร.วิมลวรรณ เหียงแก้ว. เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมอง. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยมหิดล. สนับสนุนการพิมพ์โดย Pfizer.
  2. รศ.สุรศักดิ์ ศรีสุข, ดร.วิมลวรรณ เหียงแก้ว, ดร.มัณฑนา วงศ์ศิรินวรัตน์. กายภาพบำบัดในผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีก. กรุงเทพฯ: หจก.วี.เจ.พริ้นติ้ง; 2547. หน้า 29-103
  3. Kim DS, Park YG, Choi JH, Im SH, Jung KJ, Cha YA, et al. Effect Music Therapy on Mood in Stroke Patients. Yonsei Med J [Internet]. 2011 [cited 2011 Dec 2]; 52(6):977-981. Available from: http://www.eymj.org/Synapse/Data/PDFData/00694MJ/
  4. Pierce SL. Psychological Effect of Stroke [database on Internet]. 2003 [cited 2011 Dec 2]. Available from: http://yourbrainattack.com/psychological.htm/

เรียบเรียงโดย กภ. พรพิรุณ ฝึกศิลป์

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *