กลุ่มอาการปวดไหล่จากการกดเบียดโครงสร้างภายในข้อไหล่ (Shoulder impingement syndrome)

ท่านเคยมีอาการปวดไหล่หรือไม่ ?

ถ้าเคย … ลักษณะอาการปวดเป็นอย่างไร ?

บางท่านอาจมีอาการปวดไหล่ขณะเคลื่อนไหว บางท่านปวดขณะพัก บางท่านปวดขณะเล่นกีฬา บางท่านปวดหลังจากที่ใช้งาน และมีลักษณะอาการปวดอีกมากมายของอาการปวดไหล่ที่สามารถเป็นได้ ดังนั้นในบทความนี้ จะกล่าวถึงลักษณะอาการเฉพาะของอาการปวดไหล่ ที่มีสาเหตุมาจากการกดเบียดโครงสร้างภายในข้อไหล่ (shoulder impingement syndrome) ว่ามีลักษณะอาการปวดอย่างไร มีสาเหตุอะไร และวิธีการดูแลตนเองที่เหมาะสมคืออะไร

รู้จักกับโครงสร้างของข้อไหล

ภาพ 1 แสดงโครงสร้างกายวิภาคศาสตร์ของข้อไหล่ (shoulder complex)

ข้อไหล่ ประกอบไปด้วยกระดูก 3 ชิ้น คือ กระดูกสะบัก (scapula) กระดูกไหปลาร้า (clavicle) และ กระดูกต้นแขน (humerus) จนทำให้เกิดเป็นข้อต่อมากมายของข้อไหล่ แต่มีข้อต่อชนิดหนึ่ง คือ ข้อต่อ glenohumeral ซึ่งเป็นข้อต่อที่เกิดจากกระดูกต้นแขนต่อกับกระดูกสะบัก และเป็นข้อต่อที่มีการเคลื่อนไหวมากที่สุดของข้อไหล่ ซึ่งการเคลื่อนไหวของข้อต่อนี้ จะส่งผลต่อโครงสร้างที่อยู่ภายในข้อไหล่ (1)

จากนั้น มารู้จักกับคำว่า ช่องว่างภายในข้อไหล่ (subacromial space) คือช่องที่อยู่ภายในของกระดูกข้อไหล่ (ภาพ 1) ซึ่งภายในช่องนี้ จะเป็นที่อยู่ของ เอ็นกล้ามเนื้อต่าง ๆ รอบข้อไหล่ กระดูก ถุงน้ำ และอื่น ๆ อีกมากมาย จะเห็นว่า โครงสร้างเหล่านี้ ล้วนอยู่ภายในช่องว่าง subacromial ทั้งสิ้น ซึ่งต่อไป เรามาดูว่า โครงสร้างเหล่านี้จะเกิดความผิดปกติ จนทำให้เกิดอาการปวดไหล่ได้อย่างไร

พยาธิสภาพของโรค

เกิดได้ 2 สาเหตุ ได้แก่

  1. สาเหตุปฐมภูมิ (primary impingement) เกิดเนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างภายในข้อไหล่ นั่นคือ ช่องว่างภายในข้อไหล่แคบลง ซึ่งอาจเกิดได้จาก กระดูกมีการผิดรูปจากการที่กระดูกบริเวณข้อไหล่เคยหักมาก่อน หรือเกิดจากการหนาตัวขึ้นของ โครงสร้างภายในข้อไหล่ เช่น ถุงน้ำ หรือ มีแคลเซียมเกาะตามเอ็นกล้ามเนื้อ
  2. สาเหตุทุติยภูมิ (secondary impingement) เกิดจากความผิดปกติของหัวกระดูกต้นแขน (humeral head) กับเบ้าข้อไหล่ ซึ่งเกิดตามมาหลังจากสาเหตุปฐมภูมิ ทำให้โครงสร้างต่าง ๆ ภายในข้อไหล่เกิดความไม่มั่นคง ส่งผลให้ข้อต่อ glenohumeral เคลื่อนไหวผิดปกติ และส่งผลให้เอ็นกล้ามเนื้อที่อยู่ภายใต้ข้อไหล่ถูกกดเบียด เมื่อข้อต่อเกิดความไม่มั่นคง ทำให้กล้ามเนื้อรอบ ๆ ข้อไหล่เกิดอาการล้าได้ง่าย จึงเกิดภาวะความไม่สมดุลของกล้ามเนื้อรอบ ๆ ข้อไหล่ร่วมด้วย (2,3,4)

ภาพ 2 แสดงพยาธิสภาพการเกิดโครงสร้างภายในข้อไหล่ถูกกดเบียด

การเคลื่อนไหวของข้อไหล่ ทำให้เกิดอาการเจ็บได้อย่างไร (1)

หลังจากที่เรารู้จักโครงสร้างของข้อไหล่แล้ว เราจะเห็นว่าภายใต้ subacromial arch (ภาพ 1) มีโครงสร้างต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น กระดูก เอ็นข้อไหล่ กล้ามเนื้อ และอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งโครงสร้างเหล่านี้สามารถเกิดการบาดเจ็บได้ จากการเคลื่อนไหวซ้ำ ๆ เป็นระยะเวลานาน โดยเฉพาะเวลากางแขน จะทำให้ช่องว่างภายในข้อไหล่ (subacromial space) แคบลง จึงเป็นเหตุให้โครงสร้างต่าง ๆ เหล่านี้ถูกกดทับ โดย supraspinatus tendon คือ เอ็นกล้ามเนื้อชนิดหนึ่ง ที่มักจะเกิดการบาดเจ็บมากที่สุด เพราะจุดเกาะปลายของเอ็นชนิดนี้มาเกาะที่กระดูกต้นแขน (ภาพ 2) ซึ่งบริเวณนี้มักเป็นจุดที่ไม่มีเลือดมาเลี้ยง บริเวณนี้เองจึงมีความเสี่ยงต่อการกดเบียด (impingement) โครงสร้างต่าง ๆ ได้ง่าย

อาการของโรค

ผู้ป่วยมักให้ประวัติว่า “ปวดไหล่ขณะยกแขน ประมาณ 70-120 องศา (painful arc) แต่พอยกแขนเลยองศานี้ไปจนสุดช่วงการเคลื่อนไหว กลับไม่มีอาการปวด และอาจจะปวดไหล่ได้ เมื่อนอนตะแคงทับข้างที่มีอาการ”

(ภาพ 3)

ภาพ 3 แสดงถึงมุมการเคลื่อนไหวของข้อไหล่ ที่ทำให้เกิดอาการปวด

ระยะของโรคตาม Neer outlined แบ่งออกเป็น 3 ระยะ (1)

  1. ระยะอักเสบ มีอาการปวด และบวมที่ข้อไหล่ ระยะนี้มีเลือดออกของเอ็นกล้ามเนื้อรอบข้อไหล่ (rotator cuff tendon) มักเกิดในคนที่อายุต่ำกว่า 25 ปี หรือนักกีฬาที่มีลักษณะการเล่น โดยการยกแขนเหนือศีรษะ
  2. เป็นระยะต่อเนื่องจากระยะที่ 1 เกิดได้ระหว่างอายุ 25-40 ปี ระยะนี้โครงสร้างภายในข้อไหล่เกิดการเปลี่ยนแปลงคือ หนาตัวขึ้น หรืออาจเกิดผังพืดที่เอ็นกล้ามเนื้อ
  3. มักเกิดในคนที่อายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป ระยะนี้เอ็นกล้ามเนื้อภายในข้อไหล่เสียหาย หรือ ฉีกขาด มีการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างข้อไหล่ มีกระดูกงอกขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดช่องว่างภายในข้อไหล่แคบลง

 

การดูแลตนเองเบื้องต้น และการรักษา

เมื่อมีอาการเจ็บไหล่แบบอักเสบเฉียบพลัน สิ่งแรกที่ควรทำคือ ประคบเย็นบริเวณหัวไหล่ โดยใช้เจล ประคบเย็น หรือน้ำแข็งห่อผ้า แล้ววางบริเวณหัวไหล่ที่มีอาการเจ็บ อุณหภูมิสัมผัสต้องไม่รู้สึกเย็นจนเกินไป จนเกิดอาการแสบหรือคันบริเวณผิวหนัง ใช้เวลาประมาณ 15 นาที  และหลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวที่มีการยกแขนเหนือศีรษะ การเคลื่อนไหวแบบเร็ว ๆ และกิจกรรมอื่น ๆ ที่มีผลกระทบกับข้อไหล่โดยตรง (2)

การรักษาหลัก ๆ มี 2 แบบ ดังนี้

  1. การรักษาแบบไม่ผ่าตัด

เป็นการรักษาที่ส่วนใหญ่ได้ผลประมาณ 70-90% จากงานวิจัยส่วนใหญ่แนะนำให้รักษาโดยวิธีนี้เป็นอย่างแรก ได้แก่

  • แพทย์อาจจะให้การรักษาทางยาโดยการรับประทานยา ฉีดยา กลุ่มลดการอักเสบ ลดปวด (NSAIDs)
  • การรักษาทางกายภาพบำบัด ไม่ว่าจะเป็น การทำอัลตราซาวด์ การจัด ดัด ดึง ข้อต่อ การใช้เลเซอร์ การใช้คลื่นกระแทก (shock wave) และการออกกำลังกายของกล้ามเนื้อรอบ ๆ ข้อไหล่ เพื่อปรับสมดุลการทรงท่า และเพื่อฟื้นฟูให้เกิดการเคลื่อนไหวของข้อไหล่ ให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติ (1,2,5)
  1. การรักษาแบบผ่าตัด
  • เมื่อผ่านการรักษาโดยวิธีที่กล่าวมาข้างต้น ในระยะเวลาที่มากกว่า 3-6 เดือน แล้วไม่ได้ผล โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยที่อายุยังน้อย แล้วได้รับบาดเจ็บรุนแรงบริเวณไหล่ ผู้ที่ยังหาสาเหตุที่แท้จริงของอาการไม่ได้ กล้ามเนื้อฝ่อลีบ หรือมีภาวะทางระบบประสาทร่วมด้วย จึงพิจารณาเข้ารับการผ่าตัด (1,2,5)

 

แต่การรักษาที่เป็นหัวใจสำคัญของทางกายภาพบำบัด คือ การออกกำลังกาย นอกจากทำเพื่อป้องกันแล้ว ยังสามารถรักษาอาการปวดได้อีกด้วย และที่สำคัญ การออกกำลังกายสามารถช่วยให้ท่านมีกล้ามเนื้อข้อไหล่ที่แข็งแรง สามารถกลับไปทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติโดยเร็ว

การออกกำลังกายของ shoulder impingement syndrome จะกล่าวถึงอย่างละเอียด ในบทความหน้า โปรดติดตาม “การออกกำลังกายเพื่อปรับสมดุลข้อไหล่” ได้ในบทความถัดไปนะคะ

เรียบเรียงโดย กภ.กนกวรรณ พลสา

เอกสารอ้างอิง

 

  1. Khan Y, Nagy MT, Malal J, Waseem M. Suppl 3: The Painful shoulder: shoulder impingement syndrome. Open Orthop J. 2013;7:347.
  2. Garving C, Jakob S, Bauer I, Nadjar R, Brunner UH. Impingement syndrome of the shoulder. Dtsch Arztebl Int. 2017 Nov;114(45):765.
  3. Ellenbecker TS, Cools A. Rehabilitation of shoulder impingement syndrome and rotator cuff injuries: an evidence-based review. Br J Sports Med. 2010 Apr 1;44(5):319-27.
  4. de Witte PB, Nagels J, van Arkel ER, Visser CP, Nelissen RG, de Groot JH. Study protocol subacromial impingement syndrome: the identification of pathophysiologic mechanisms (SISTIM). BMC Musculoskelet Disord. 2011 Dec;12(1):282.
  5. Holmgren T, Hallgren HB, Öberg B, Adolfsson L, Johansson K. Effect of specific exercise strategy on need for surgery in patients with subacromial impingement syndrome: randomised controlled study. Br J Sports Med. 2014 Oct 1;48(19):1456-7.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *