การรักษาทางกายภาพบำบัดในผู้ป่วยกระดูกหัก

1. กายภาพบำบัดในกระดูกรยางค์แขนหัก

  • กระดูกไหปลาร้า ส่วนมากจะได้รับการรักษาโดยไม่ผ่าตัด แพทย์จะให้ใส่เฝือกพยุงรูปเลข 8 (figure of eight bandage) หรือใช้เพียงผ้าคล้องแขนเฉพาะข้างที่หัก (arm sling) (1) 2–3 สัปดาห์ เพื่อจำกัดการเคลื่อนไหวของกระดูกที่หักและส่งเสริมให้กระดูกเชื่อมติดกันโดยไวและไม่ผิดรูป แต่ปัจจุบันแพทย์เริ่มนิยมผ่าตัดดามกระดูกเพื่อให้ผู้ป่วยเคลื่อนไหวและใช้งานได้ไวขึ้น

ในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัด การกายภาพบำบัดจะเริ่มด้วยการให้ผู้ป่วยเคลื่อนไหวข้อไหล่และศอกได้ในวันที่ 2 หลังการผ่าตัด (2) เช่น ออกกำลังแขนแบบลูกตุ้มนาฬิกา (Codman pendulum exercise) เพื่อเพิ่มองศาการเคลื่อนไหวข้อไหล่ และออกกำลังงอเหยียดแขน (biceps and triceps exercise) โดยไม่ยกแขนเกิน 70 องศา และในสัปดาห์ที่ 2 หลังการผ่าตัดเป็นต้นไป จึงค่อยออกกำลังกายแบบเพิ่มแรงต้านจากภายนอก จนถึง 5 สัปดาห์หลังการผ่าตัด ผู้ป่วยควรมีกำลังกล้ามเนื้อละช่วงการเคลื่อนไหวกลับคืนสู่ปกติ

รูปที่ 1 การออกกำลังแขนแบบลูกตุ้มนาฬิกา (Codman pendulum exercise)

รูปที่ 2 การออกกำลังกายกล้ามเนื้องอแขน (biceps exercise)

รูปที่ 3 การออกกำลังกายกล้ามเนื้อเหยียดแขน (Triceps exercise)

ในผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการผ่าตัด จะให้ผู้ป่วยออกกำลังกายข้อไหล่แบบเกร็งกล้ามเนื้อต้านแรงโดยไม่มีการเคลื่อนไหว (isometric exercise) เป็นเวลา 2–3 สัปดาห์ จากนั้นให้ออกกำลังกายแบบเต็มช่วงการเคลื่อนไหวในทุกทิศทางโดยไม่เจ็บเพิ่ม รวมทั้ง Codman pendulum exercise ด้วย

  • กระดูกสะบัก แพทย์มักไม่รักษาด้วยการผ่าตัด แต่จะให้ผู้ป่วยใส่ผ้าคล้องแขนประมาณ 3 สัปดาห์ (2) การกายภาพบำบัดนั้นจะให้ผู้ป่วยเคลื่อนไหวข้อศอก ข้อมือและข้อนิ้วได้เต็มที่ขณะใส่ผ้าคล้อง และข้อไหล่สามารถเริ่มเคลื่อนไหวได้ตามคำแนะนำของแพทย์ ส่วนมากอยู่ที่ระยะเวลา 6-8 สัปดาห์โดยประมาณ
  • กระดูกต้นแขน บริเวณที่หักบ่อยมี 3 บริเวณ (1) ได้แก่ ส่วนต้นกระดูก ก้าน และปลายกระดูก มักเกิดจากอุบัติเหตุกระแทกรุนแรง หรือการหกล้มมือยันพื้น และเอ็นกล้ามเนื้อมักได้รับบาดเจ็บหรือเอ็นหลุดออกจากจุดเกาะตามมาด้วย หากเป็นการหักที่มั่นคงและไม่มีอันตรายแพทย์มักไม่ทำการผ่าตัด แต่ถ้าการหักมีการเคลื่อนหรือมีภาวะอันตรายร่วมด้วยมักจะทำการผ่าตัดเพื่อยึดตรึงกระดูกที่หัก หลังเกิดการบาดเจ็บหรือหลังผ่าตัดข้อไหล่มักเสี่ยงต่อการยึดติดจึงต้องเคลื่อนไหวข้อต่อให้เร็วที่สุดคืออย่างน้อยหลังผ่าตัดหรือหลังการบาดเจ็บ 7 สัปดาห์ หรือภายใต้คำแนะนำของแพทย์ และออกกำลังข้อไหล่ด้วยการยกแขน หมุนแขนช้า ๆ เป็นต้น
  • กระดูกปลายแขน การหักได้ 2 บริเวณ คือส่วนหัวและส่วนปลาย โดยส่วนมากกระดูกส่วนปลายจะหักจากการล้มมือยันพื้นและพบได้บ่อยในผู้หญิงอายุมากกว่า 50 ปี หากไม่มีการแตกหักรุนแรงหรือกระดูกเคลื่อนแพทย์มักให้ผู้ป่วยใส่เฝือกคลุมตั้งแต่ใต้ศอกถึงโคนนิ้วมือ โดยให้ข้อมืออยู่ในท่างอ 10–20 องศา เป็นเวลา 6–8 สัปดาห์ โดยผู้ป่วยควรมีการเคลื่อนไหวและบริหารกล้ามเนื้อที่อยู่ในเฝือกด้วยการออกกำลังกายเกร็งกล้ามเนื้ออย่างสม่ำเสมอเพื่อหลีกเลี่ยงการอ่อนแรงและฝ่อลีบของกล้ามเนื้อ (3)
  • กระดูกข้อมือ หากหักแล้วจะมีการเชื่อมติดกันได้ช้ามาก ประมาณ 6–18 สัปดาห์ หรือกระดูกอาจจะฝ่อไปเลย มักได้รับรับการรักษาโดยการผ่าตัดใส่ลวดเชื่อมกระดูกและใส่เฝือก หรืออาจไม่ผ่าตัดแต่ให้ใส่เฝือก (3)
  • กระดูกนิ้วมือหัก มักหักจากการมีแรกกระแทกโดยตรง หากไม่มีการเคลื่อนของกระดูก แพทย์จะรักษาโดยการใส่เฝือกดามไว้กับนิ้วด้านข้าง แต่หากมีการเคลื่อนของกระดูกจะจัดกระดูกให้เข้าที่ก่อนแล้วทำการดามและใส่เฝือกเพื่อไม่ให้มีการเคลื่อนไหว (3)

การรักษาทางกายภาพบำบัดในกระดูกรยางค์แขนหัก แบ่งออกเป็นสี่ระยะ (4) คือ

ระยะที่ 1 1–2 สัปดาห์แรก ออกกำลังกายข้อต่อด้วยการเกร็งกล้ามเนื้อ หรือทำ passive movement คือการออกกำลังกายโดยมีผู้ทำให้ ผู้ป่วยไม่ออกแรงเอง ในทุกทิศทางเท่าที่ทนเจ็บไหวและเท่าที่แพทย์กำหนด เพื่อกันไม่ให้เกิดการติดของข้อต่อ

ระยะที่ 2 4-6 สัปดาห์ ออกกำลังกายโดยผู้ป่วยเอง อาจต้องมีการประคองช่วยอยู่บ้าง เพื่อป้องกันการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อรอบข้อต่อ

ระยะที่ 3 6–8 สัปดาห์ เริ่มออกกำลังกายเอง โอยอาจใส่แรงต้านเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ

ระยะที่ 4 หลังจากสามารถออกกำลังกายโดยใส่แรงต้านได้ตามปกติแล้ว จึงเริ่มออกกำลังกายตามท่าทางเฉพาะ เช่น ท่าทางที่ต้องใช้ในการเล่นกีฬา

2. กายภาพบำบัดในกระดูกรยางค์ขาหัก (3)

  • กระดูกสะโพก มักเกิดในผู้สูงอายุมากกว่า 65 ปี จากอุบัติเหตุแรงกระแทกรุนแรงหรือเกิดในหญิงวัยหมดประจำเดือนมีภาวะกระดูกพรุนที่หกล้มสะโพกกระแทกพื้น โดยแพทย์มักรักษาด้วยการผ่าตัดใส่อุปกรณ์ยึดกระดูก หรือหากกระดูกที่หักนั้นมีแนวโน้มที่จะมีกระดูกตายสูง แพทย์มักรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพก การกายภาพบำบัดระยะแรกผู้ป่วยจะมีอาการปวดมากเมื่อทำการเคลื่อนไหว ถึงอย่างนั้นก็ตามผู้ป่วยควรออกกำลังกายตั้งแต่วันแรกหลังการผ่าตัดเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน นักกายภาพบำบัดจะกระตุ้นผู้ป่วยลุกนั่งข้างเตียงในวันแรกและลุกยืนเดินในวันที่ 2 หรือ 3 หลังการผ่าตัดโดยใช้ไม้ค้ำยันช่วยพยุงตัว ฝึกการหายใจเข้า-ออก รวมทั้งออกกำลังกายขาเพื่อลดอาการบวม การลงน้ำหนักนั้นขึ้นอยู่กับแพทย์กำหนด ส่วนมากจะเริ่มต้นด้วยการห้ามผู้ป่วยลงน้ำหนักเลย ผู้ป่วยจึงต้องใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน โดยหากมีการผ่าตัดใส่อุปกรณ์ยึดกระดูกแพทย์มักให้ลงน้ำหนักเพียงเล็กน้อยในช่วง 8–10 สัปดาห์แรก หลังจากนั้นจึงสามารถลงน้ำหนักและออกกำลังโดยใช้แรงต้านได้เต็มที่
  • กระดูกสะบ้า มักหักจากแรงกระแทกเข่าโดยตรง หรือการหดตัวของกล้ามเนื้อหน้าขา (Quadriceps muscle) อย่างรุนแรง แพทย์มักรักษาด้วยการผ่าตัดใส่ลวดยึด และใส่เฝือกในท่างอเข่าไว้ 40–60 องศา นาน 2–3 วัน หลังจากนั้นจะสามารถลงน้ำหนักได้เล็กน้อยเท่าที่ผู้ป่วยทนไหวนาน 6 สัปดาห์ จากนั้นจะเริ่มออกกำลังกายงอและเหยียดเข่าได้
  • กระดูกหน้าแข้ง มักได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดและจัดท่าให้นอนยกขาสูงงอเข่า 45-60 องศา 2-3 วัน และเมื่อแผลผ่าตัดแห้งดีแล้วให้ออกกำลังกายข้อเข่าทันทีโดยภายในสัปดาห์แรกหลังแผลผ่าตัดแห้งดีแล้วควรงอเข่าได้ 120 องศา และงอได้สุดใน 2-3 สัปดาห์ โดยแพทย์จะให้เดินแบบไม่ลงน้ำหนักที่ขาหรือลงได้เพียงเล็กน้อยเป็นเวลา 10-12 สัปดาห์

รูปที่ 4 การออกกำลังกายกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า (Quadriceps exercise)

รูปที่ 5 การออกกำลังกายกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง (Hamstring exercise)

  • กระดูกเท้า หากไม่มีการเคลื่อนของกระดูกมาก แพทย์จะไม่มีการเข้าเฝือกหรือใส่เฝือกก็ได้ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของกระดูกที่หัก โดยให้ลดการลงน้ำหนักที่เท้าข้างนั้นลง หรือไม่ให้ลงน้ำหนักเลย พักยกขาสูงเพื่อลดการบวม และพยายามขยับข้อเท้าเท่าที่ทำไหวโดยไม่ปวดมาก

เรียบเรียงโดย กภ. นภวรรณ เพราเพริศภิรมย์

References

  1. Schatzker J, Tile M. The rationale of operative fracture care. Berlin: Spiinger; 2005.
  2. Rabe SB, Oliver GD. Clavicular fracture in a collegiate football player: A case report of rapid return to play. J Athl train 2011; 46(1): 107-11.
  3. รสลัย กัลป์ยาณพจน์พร. หลักการรักษาทางกายภาพบำบัดในภาวะกระดูกรยางค์แขนและรยางค์ขา หัก. กรุงเทพฯ: ภาควิชากายภาพบำบัดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2555.
  4. Delee JC, Drez D, Miller MD. Delee and Drez’s orthopaedics sport medicine. 3rd ed. Philadelphia: Saunders Elsevier; 2010.
  5. Scheerlinck T, Opdeweegh L, Vaes P, Opdecam P. “Hip fracture treatment: outcome and socio-economic aspects: a one-year survey in a Belgian university hospital. Acta orthopaedica belgica 2003; 29:145-156.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *