มารู้จักโรคกระดูกพรุนกันเถอะ

กระดูกเป็นโครงสร้างที่สำคัญของร่างกาย เป็นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันชนิดหนึ่งที่มีความแข็งแรงมากกว่าเนื้อเยื่อส่วนอื่น ๆ ทำหน้าที่ ค้ำจุนโครงร่างของร่างกายทำให้ทรงตัวอยู่ได้ เป็นที่ยึดเกาะของกล้ามเนื้อประกอบกันเป็นข้อต่อ ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของร่างกายเมื่อกล้ามเนื้อมีการหดตัวและคลายตัว ป้องกันอันตรายให้กับอวัยวะภายในต่าง ๆ เช่น ปอด, หัวใจ, สมอง เป็นต้น เป็นแหล่งสะสมแร่ธาตุ เช่น แคลเซียม, ฟอสฟอรัส และแมกนีเซียม โดยเฉพาะแคลเซียมจะถูกดึงนำมาใช้เมื่อร่างกายจำเป็น นอกจากนี้ยังมีส่วนของไขกระดูกซึ่งทำหน้าที่ในการผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงอีกด้วย

กระดูกมีคุณสมบัติพิเศษ คือสามารถซ่อมแซมตัวเองได้เมื่อร่างกายเกิดการบาดเจ็บ ไม่ว่าจะเป็นกระดูกแตก หัก หรือร้าว เนื่องจากกระดูกเป็นเนื้อเยื่อที่ยังมีชีวิตอยู่และมีกิจกรรม 2 อย่างที่จะเกิดขึ้นต่อเนื่องกันตลอดชีวิต คือ การสร้างกระดูกและการสลายกระดูก ดังนั้นวิธีการรักษาเพื่อให้กระดูกกลับคืนสู่สภาพปกติ จะใช้วิธีการเข้าเฝือกหรือการผ่าตัด ร่วมกับไม่ให้กระดูกส่วนนั้นมีการเคลื่อนไหวเป็นระยะเวลาหนึ่ง กระดูกที่หักก็สามารถเชื่อมต่อกันเองได้

กระดูกประกอบด้วยเซลล์หลัก ๆ 3 ชนิด ได้แก่ (รูปที่ 1) (3)

  1. ออสตีโอบลาสท์ (Osteoblast) เป็นตัวสร้างกระดูก
  2. ออสตีโอซัยต์ (Osteocyte) เป็นเซลล์กระดูกที่เจริญเต็มที่ เซลล์นี้จะไม่มีการแบ่งตัวอีก ทำหน้าที่สะสมแคลเซียมไว้ในเนื้อกระดูก
  3. ออสตีโอคลาสท์ (Osteoclast) เป็นตัวสลายกระดูก จะสลายแคลเซียมที่สะสมไว้ที่เนื้อกระดูกออกสู่ระบบไหลเวียนของเลือดเพื่อให้ร่างกายนำไปใช้ในกระบวนการต่าง ๆ

รูปที่ 1 โครงสร้างของกระดูก ประกอบด้วยกระดูก 2 ชนิด ได้แก่ (รูปที่ 2) (3)

  1. กระดูกเนื้อฟองน้ำ (spongy หรือ cancellous bone) เป็นกระดูกชั้นใน มีรูพรุน บาง และโปร่ง เนื้อกระดูกชนิดนี้ประกอบด้วยแผ่นกระดูกชิ้นเล็ก ๆ เรียงตัวกันเป็นร่างแห ทำให้เกิดเป็นช่องว่างเป็นที่อยู่ของไขกระดูก (bone marrow) มีหน้าที่เกี่ยวกับขบวนการย่อยสลายและสร้างเซลล์กระดูก คิดเป็น 20% ของกระดูกทั้งหมด
  2. กระดูกชนิดเนื้อแน่น (compact หรือ cortical bone) เป็นกระดูกชั้นนอก ที่มีเนื้อแน่น ทึบแข็ง จะพบกระดูกชนิดเนื้อแน่นนี้บริเวณส่วนที่เป็นตัวกระดูกที่เป็นกระดูกยาว มีหน้าที่เกี่ยวกับความแข็งแรง คงรูปร่าง การรับน้ำหนัก กระดูกชนิดนี้คิดเป็น 80% ของกระดูกทั้งหมด

รูปที่ 2

โรคกระดูกพรุนคืออะไร (1)

โรคกระดูกพรุน เป็นโรคที่เกิดขึ้นกับกระดูกทั่วร่างกายที่ทำให้ความหนาแน่นมวลกระดูก (Bone Mineral Density) ต่ำลง ร่วมกับมีความเสื่อมของโครงสร้างในระดับจุลภาค เป็นสาเหตุให้กระดูกเปราะบางและแตกหักง่าย ปัจจุบันอุบัติการณ์การเกิดโรคกระดูกพรุนเพิ่มสูงขึ้น ชาวอเมริกากว่า 10 ล้านคนที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไปพบว่าเป็นโรคกระดูกพรุน และอีก 34 ล้านคนพบว่ามีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้

เกณฑ์การวินิจฉัย:

เมื่อมีความหนาแน่นของมวลกระดูก (Bone Mineral Density) ต่ำกว่า -2.5 เท่าของส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เมื่อเปรียบเทียบกับค่าปกติในเพศ เชื้อชาติ และช่วงอายุเดียวกัน

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคกระดูกพรุน

โดยทั่วไปแล้ว มวลกระดูกจะสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่วัยเด็กและเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงวัยรุ่นจนอายุประมาณ 25-30 ปี จะมีการสะสมมวลกระดูกสูงสุด เรียกว่า Peak Bone Mass (PBM) และจะคงที่ไปจนกระทั่งอายุประมาณ 35-40 ปี เนื่องจากกระบวนการสร้างมวลกระดูกมีมากกว่าการสลาย ทำให้กระดูกมีการเจริญเติบโตและคงสภาพอยู่ได้ จากนั้นมวลกระดูกจะค่อย ๆ ลดลงเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ เพศชายมี การสะสมมวลกระดูกสูงสุด สูงกว่าเพศหญิงประมาณ 10-15% (2,3)

ปัจจัยสำคัญอื่น ๆ ที่มีผลต่อ การสะสมมวลกระดูกสูงสุด ได้แก่ ระดับของฮอร์โมนต่าง ๆ, การได้รับสารอาหารจำพวกแคลเซียมและโปรตีน, การมีกิจกรรมทางกายและการออกกำลังกาย, ความเจ็บป่วยในวัยเด็กและวัยรุ่นอาจทำให้กระดูกไม่แข็งแรง รวมถึงลักษณะการใช้ชีวิต เช่น การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ ดื่มกาแฟ เป็นต้น

วัยสูงอายุระดับของฮอร์โมนและสารเคมีต่าง ๆ ในร่างกายจะเปลี่ยนแปลงไป มีผลให้กระบวนการสลายเนื้อเยื่อกระดูกจะเด่นกว่าการสร้าง ทำให้ความหนาแน่นมวลกระดูกลดลงและเกิดโรคกระดูกบางหรือโรคกระดูกพรุนตามมา

ชนิดของโรคกระดูกพรุน

  1. โรคกระดูกพรุนชนิดปฐมภูมิ (Primary Osteoporosis) เป็นโรคกระดูกพรุนที่มีสาเหตุมาจากการที่กระดูกมีการเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติหรือที่เกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ ดังนี้
  • วัยสูงอายุ เนื่องจากกระบวนการสลายเนื้อเยื่อกระดูกจะเด่นกว่าการสร้าง ทำให้ความหนาแน่นของมวลกระดูกลดลง เกิดขึ้นได้ทั้งในเพศชายและหญิง
  • เพศหญิงวัยหมดประจำเดือน เกิดการสูญเสียมวลกระดูกจากการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน
  • โรคกระดูกพรุนชนิดไม่ทราบสาเหตุ เกิดขึ้นได้ตั้งแต่เด็กเป็นผลจากพันธุกรรม
  1. โรคกระดูกพรุนชนิดทุติยภูมิ (Secondary Osteoporosis) โรคกระดูกพรุนที่มีสาเหตุมาจากระบบอื่นแล้วส่งผลกระทบมาที่กระดูก เช่น
  • ระบบต่อมไร้ท่อ เช่น ภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไป, ผู้ที่ต้องผ่าตัดเอารังไข่ออกส่งผลทำให้        เข้าสู่วัยหมดประจำเดือนเร็วกว่าวัยอันควร เป็นต้น
  • โรคทางอายุรกรรม เข่น โรคที่มีปัญหาเกี่ยวกับการดูดซึมของกระเพาะอาหาร เป็นต้น
  • การขาดวิตามินดี ขาดแคลเซียม
  • ดื่มกาแฟมากเกินไป สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ออกกำลังกายหรือมีกิจกรรมทางกายน้อย
  • โรคอดอาหารจากการกลัวอ้วน (Anorexia nervosa) ซึ่งพบได้ในคนอายุน้อย
  • ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอหรือประจำเดือนขาดเป็นระยะเวลานาน โดยไม่ได้ตั้งครรภ์
  • เกิดจากยาต่าง ๆ เช่น ยาสเตียรอยด์, ยาลดการหลั่งกรดในกระเพาะบางตัว, ยารักษาโรคลมชักบางตัว, ยารักษาเบาหวานบางตัว, ยารักษาโรคมะเร็งหลายชนิด เป็นต้น

ลักษณะอาการของโรคกระดูกพรุน

โดยทั่วไปแล้วโรคนี้มักจะไม่มีอาการแสดง ยกเว้นเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้กระดูกหักง่าย แม้จะเป็นอุบัติเหตุที่ไม่รุนแรงหรือมีแรงกระแทกต่ำ บริเวณที่พบได้บ่อยคือ กระดูกสันหลัง, กระดูกท่อนแขน, กระดูกข้อมือ โดยเฉพาะกระดูกข้อสะโพก ซึ่งเมื่อเกิดภาวะกระดูกข้อสะโพกหักส่งผลให้มากกว่า 95% ต้องเข้ารับการผ่าตัด(4) นอกจากจะทำให้เกิดอาการเจ็บปวดและความผิดปกติของโครงสร้างกระดูกแล้ว ยังส่งผลให้ต้องนอนโรงพยาบาลเนื่องจากต้องเข้ารับการผ่าตัดและการทำกายภาพบำบัดอย่างอีกด้วย (1)

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคกระดูกพรุน (1,2,4)

มีด้วยกันหลายปัจจัยยกตัวอย่าง เช่น

  • อายุ ส่วนใหญ่แล้วการสูญเสียมวลกระดูกจะเกิดขึ้นหลังจากอายุ 65 ปี
  • เพศ เพศชายมีโอกาสเกิด โรคกระดูกพรุนได้น้อยกว่าเพศหญิง เนื่องจาก เพศชายมีการสะสมมวลกระดูกในช่วงวัยรุ่นได้มากกว่าเพศหญิงจึงมีความหนาแน่นของมวลกระดูกมากกว่า และไม่มีการสูญเสียฮอร์โมนเอสโตรเจนในวัยหมดประจำเดือนเหมือนเพศหญิง
  • รูปร่าง คนที่น้ำหนักตัวน้อยจะมีความหนาแน่นของมวลกระดูกที่น้อยกว่า
  • การสูบบุหรี่ สารในบุหรี่จะส่งผลต่อความหนาแน่นของมวลกระดูกและสุขภาพโดยรวม
  • ดื่มแอลกอฮอล์และคาเฟอีน หากรับประทานในปริมาณมากจะทำให้ระบบย่อยอาหารไม่สามารถดูดซึมแร่ธาตุที่สำคัญ เช่น แคลเซียม และยังเสี่ยงต่อการล้มด้วย
  • โรครูมาตอยด์ เป็นโรคข้ออักเสบที่ต้องรับประทานยาสเตียรอยด์อย่างต่อเนื่อง
  • การไม่ออกกำลังกาย ปัจจุบันมีหลักฐานเชิงประจักษ์ยืนยันว่า การออกกำลังกายสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคกระดูกพรุนได้ และลดความเสี่ยงต่อการในล้มผู้สูงอายุอีกด้วย

การรักษาโรคกระดูกพรุน (2)

เป้าหมายหลักในการรักษาโรคกระดูกพรุน คือ การป้องกันภาวะกระดูกหัก, คงหรือเพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูก (Bone Mineral Density), และเพิ่มความสามารถในการทำงานของร่างกาย (Physical Function)

การรักษาโดยไม่ใช้ยา

  1. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะ แคลเซียม ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม และวิตามินดี
  2. รับแสงแดดให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินดีจากแสงแดด ซึ่งจะช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัส ซึ่งมีความสำคัญในขบวนการสร้างกระดูก
  3. ควบคุมน้ำหนักตัว ให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานไม่สูงไปหรือต่ำไป
  4. หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่กล่าวไว้ข้างต้น
  5. การให้ความรู้เรื่องการป้องกันการล้ม ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุน ซึ่งอาจจะต้องดูในเรื่องของยาที่ได้รับและการทำกายภาพบำบัดรวมกัน
  6. ออกกำลังกาย ปัจจุบันมีงานวิจัยหลายงานพบว่า นอกจากการออกกำลังกายจะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรงแล้วยังสามารถชะลอการเกิดโรคกระดูกพรุน เพิ่มความมั่นคงในการทรงตัวของร่างกายและยังช่วยลดความเสี่ยงในการล้มที่จะก่อให้เกิดภาวะกระดูกหักได้อีกด้วย (1)
  7. หากมีภาวะแทรกซ้อนจากโรคกระดูกพรุน ไม่ว่าจะเป็น กระดูกแตก หัก หรือร้าว จะได้รับการรักษาโดย การเข้าเฝือก การผ่าตัด และการทำกายภาพบำบัดตามความเหมาะสม

การรักษาโดยใช้ยา

  1. แคลเซียม
  2. ยากระตุ้นการดูดซึมของแคลเซียม/ยาลดการสลายกระดูก
  3. วิตามินดี
  4. ฮอร์โมนทดแทน

โรคกระดูกพรุนเป็นภัยเงียบที่ต้องระวังโดยเฉพาะในวัยสูงอายุ แต่สามารถป้องกันได้โดยการปฏิบัติตัวตามที่แนะนำข้างต้น หากคุณไม่อยากให้คนที่คุณรักต้องประสบปัญหากระดูกหักซึ่งถือเป็นภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญของโรคกระดูกพรุน ชวนคนที่คุณรักมาดูแลสุขภาพกระดูกให้แข็งแรงกันเถอะค่ะ

เรียบเรียงโดย กภ. สรินดา  ศาตะมาน

เอกสารอ้างอิง

  1. Riebe D, Ehrman KJ, Liguori G, Magal M, editor. ACSM’s guidelines for exercise testing and prescription. 10th ed. China: Wolter Kluwer. 2017; p.345-347.
  2. Tella S, Gallagher J. Prevention and treatment of postmenopausal osteoporosis. J Steroid Biochem Mol Biol. 2014; 142:155-170.
  3. Drake M, Clarke B, Lewiecki E. The pathophysiology and treatment of osteoporosis. Clin Ther. 2015; 37(8):1837-50.
  4. Compston J, Cooper A, Cooper C. UK clinical guideline for the prevention and treatment of osteoporosis. Arch Osteoporos. 2017; 12(1):43.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *