มะเร็งเต้านมกับกายภาพบำบัด

สถิติการเป็นมะเร็งเต้านม

ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมะเร็งเต้านมยังคงเป็นมะเร็งที่พบได้มากที่สุดในเพศหญิงทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย จากการศึกษาของสถาบันวิจัยมะเร็งแห่งชาติในปี พ.ศ. 2559 พบว่า มีจำนวนผู้ป่วยมะเร็งเต้านมรายใหม่มากที่สุดในประเทศไทย โดยมีจำนวนมากกว่าอันดับสองและสามอย่างมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งลำไส้ใหญ่ถึง 3 เท่าและ 4 เท่าตามลำดับ

จากการศึกษาพบว่า คนไทยสามารถเป็นมะเร็งเต้านมได้ตั้งแต่อายุ 20 ปี  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงอายุ 40-54 ปี เป็นช่วงวัยที่มีปริมาณผู้ป่วยมะเร็งเต้านมมากที่สุด (1) นอกจากนี้จากการเก็บข้อมูลประชากรไทยช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2556-2558 พบว่า อัตราการพบผู้ป่วยมะเร็งเต้านมรายใหม่ที่เป็นเพศหญิงอยู่ที่ 1 ต่อ 8,000 คน กล่าวคือ สามารถพบผู้ป่วยมะเร็งเต้านมได้อย่างน้อย 1 คนจากประชากรเพศหญิงจำนวน 8,000 คน สำหรับเพศชายสามารถเป็นมะเร็งเต้านมได้เช่นกัน แต่พบได้ไม่บ่อยนัก โดยจากการศึกษาพบว่า สามารถพบผู้ป่วย 1 คนต่อประชากรชาย 250,000 คน (2)

มะเร็งเต้านมคืออะไร?

“มะเร็งเต้านม” คือ เซลล์บริเวณเต้านมที่มีการเจริญเติบโตทผิดปกติและไม่สามารถควบคุมการเจริญเติบโตได้ ซึ่งอาจพบการกระจายมายังบริเวณใกล้เคียงอื่น ๆ ได้ โดยผ่านทางระบบน้ำเหลือง (3-4)

อาการของโรคมะเร็งเต้านมเป็นอย่างไร?

โดยส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยมักคลำพบก้อนเนื้อได้และไม่มีอาการเจ็บหรือปวด ซึ่งหากพบก้อนเนื้อได้เร็วก็จะยิ่งทำให้ผลการรักษาเป็นไปได้ด้วยดีเช่นกัน (3)

คุณเป็นผู้มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมหรือไม่?

สาเหตุของมะเร็งเต้านมที่แท้จริงนั้นยังไม่แน่ชัด แต่มีการศึกษาและการรายงานเกี่ยวกับความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมไว้ ดังนี้

  1. คนในครอบครัวมีประวัติเกี่ยวกับการเป็นมะเร็งเต้านม (3-4) มีความเสี่ยงการเป็นมะเร็งมากกว่าผู้หญิงทั่วไปที่ครอบครัวที่ไม่มีประวัติการเป็นมะเร็งเต้านมประมาณ 2-4 เท่า (3)
  2. ผู้มีภาวะน้ำหนักเกิน (3-4) มีโอกาสเป็นมะเร็งมากกว่าคนน้ำหนักปกติ 1.5-2 เท่า และน้ำหนักที่เพิ่มทุก 5 กิโลกรัม สามารถเพิ่มความเสี่ยงการเป็นมะเร็งเต้านม 11% (3)
  3. ผู้หญิงที่หมดประจำเดือนแล้ว มีความเสี่ยงสูงกว่าผู้ที่ยังมีประจำเดือนอยู่ประมาณ 2 เท่า (3)
  4. ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์ มีการรายงานถึง ผู้หญิงที่ดื่มแอลกอฮอล์มีความเสี่ยงมากกว่าผู้ที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ โดยมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 7-10% ต่อการดื่มแอลกอฮอล์ 10 กรัม (1 Drink) หรือประมาณเบียร์ 5 ดีกรี จำนวน 1 กระป๋อง (3)
  5. ผู้ที่มีการทำกิจกรรมทางกายต่ำจะมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมได้มากกว่า โดยมีการศึกษาในผู้หญิงที่หมดประจำเดือนจำนวน 73,000 คน พบว่า ในจำนวนนี้คนที่มีการเดินน้อยกว่า 3 ชั่วโมงใน 1 สัปดาห์ มีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมมากกว่ากลุ่มคนที่มีการเดินมากกว่า 7 ชั่วโมงใน 1 สัปดาห์ ประมาณ 14% (3)

เป็นมะเร็งเต้านมแล้วรักษาอย่างไร?

การรักษาผู้ป่วยมะเร็งเต้านมจะมุ่งเน้นไปที่การกำจัดก้อนเนื้องอกออกไปจากร่างกายด้วยวิธีการต่าง ๆ ในแต่ละกรณีนั้นแพทย์จะพิจารณาให้การรักษาด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งหรือหลายวิธีร่วมกันก็ได้ โดยขึ้นอยู่กับระยะของโรค ลักษณะของเซลล์มะเร็ง อายุ รวมถึงสุขภาพของผู้ป่วย (3) ซึ่งปัจจุบันการรักษาหลักมีด้วยกันหลายทางเลือก ได้แก่

  1. การผ่าตัด (Mastectomy) เป็นวิธีการหลักในระยะแรกของผู้ป่วยมะเร็งเต้านม โดยแพทย์จะทำการผ่าตัดเอาเต้านมบางส่วนหรือเต้านมทั้งหมด ในบางรายอาจมีการผ่าตัดนำท่อน้ำเหลืองออกด้วย (3)
  2. การให้รังสีรักษา (Radiations) เมื่อรังสีเข้าไปในร่างกาย จะเข้าไปทำลายเซลล์มะเร็ง เพื่อยุติการเพิ่มจำนวนของเซลล์มะเร็ง ซึ่งมักเป็นวิธีที่ทำหลังจากการผ่าตัด (3-4)
  3. การให้เคมีบำบัด (Chemotherapy) เป็นการให้ยาเข้าไปกำจัดเซลล์มะเร็งโดยมีผลไปทั่วร่างกายและเป็นตัวช่วยให้การรักษาอื่น ๆ มีประสิทธิภาพมากขึ้น (3-4)
  4. ฮอร์โมนบำบัด (Hormonal therapy) โดยเป็นการให้ยาต้านฮอร์โมน โดยจะเข้าไปขัดขวางการทำงานของฮอร์โมน Estrogen ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศที่มีหน้าที่ไปกระตุ้นการทำงานของเซลล์มะเร็ง (3-4)
  5. การให้ยาที่มีการออกฤทธิ์เฉพาะจุด (Targeted therapy) เป็นการให้ยาโดยเข้าไปทำลายตัวรับสัญญาณบริเวณผิวเซลล์ของเซลล์มะเร็งเต้านม (3)

แม้ในปัจจุบันการรักษามะเร็งเต้านมถูกพัฒนาให้มีประสิทธิภาพในการกำจัดเซลล์มะเร็งมากขึ้น แต่เมื่อเสร็จสิ้นการรักษาผู้ป่วยยังคงต้องเผชิญกับ “ภาวะแทรกซ้อน” ที่ไม่สามารถควบคุมได้และต้องจำยอมให้เกิดขึ้น ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในระยะยาว โดยภาวะแทรกซ้อนภายหลังการรักษามะเร็งเต้านมที่พบได้บ่อยมีดังนี้

  1. ภาวะข้อไหล่ติด (5-6)
  2. ภาวะเหนื่อยล้าได้ง่าย ขาดพลังงาน (5-6)
  3. ภาวะเส้นประสาทส่วนปลายผิดปกติ (ปวด ชา รับความรู้สึกผิดปกติ) (5-6)
  4. ภาวะบวมน้ำเหลือง แขนหนัก แขนบวม (5-6)

จากข้อมูลดังกล่าวจะเห็นได้ว่า ภายหลังการรักษาทางแพทย์แล้ว ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมยังคงต้องเผชิญปัญหาต่าง ๆ จากภาวะที่เกิดขึ้น หากไม่ได้รับการดูแลและจัดการที่เหมาะสมจากทีมแพทย์และนักกายภาพบำบัดจะส่งผลให้ผู้ป่วยมีสุขภาวะและคุณภาพชีวิตที่แย่ลงในระยะยาว โดยท่านสามารถติดตามบทความเรื่อง “มะเร็งเต้านมกับกายภาพบำบัด (ตอน 2)” ได้ในบทความตอนหน้า

เรียบเรียงโดย กภ. วรรณพงษ์ อิ่มธนบัตร

อ้างอิง

  1. สถาบันมะเร็งแห่งชาติ. จำนวนผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ 2559. ทะเบียนมะเร็งระดับโรงพยาบาล พ.ศ. 2559. 2561; 32: 1-7.
  2. National cancer institute. Cancer incidence in Thailand. Cancer in Thailand. 2015; 8: 6-12.
  3. American cancer society. Breast cancer fact and figure 2017-2018. CA Cancer J Clin. 2017: 12-9
  4. Wafa M, Bilal A, Ijaz J, Tanweer K, Faqir M, Asghar A, et al. Breast cancer: major risk factors and recent developments in treatment. Asian Pac J Cancer Prev, 2014; 15(8): 3353-8.
  5. Susan RH, Kathryn HS, Kristin LC, Margaret LM. Clinical practice guidelines for breast cancer rehabilitation. Cancer 2012. 2012; 118(8 suppl): 2312–24.
  6. Laura S, Giorgio G, Riggs K. Clinical implementation of exercise guidelines for cancer patients: adaptation of ACSM’s guidelines to the Italian model. J Funct Morphol Kinesiol. 2017; 2(1): 4.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *